4 วิธีของการลดน้ำหนักของคนไม่มีเวลา หรือ ขี้เกียจ! 

วันนี้ทางเว็บ  แทงหวยออมสิน  ของเรามีข้อมูลลดน้ำหนักมาฝากสาวๆที่กำลังจะลดน้ำหนัก แต่ไม่มีเวลา เอ๊ะ หรือขี้เกียจออกกำลังกายดีละ

ซึ่งข้อมูลที่จะมาบอกวันนี้เป็นเพียงทิปเล็กๆน้อยๆที่จะช่วยทำให้คุณลดน้ำหนักง่ายขึ้น สาวๆที่อยากผอมลองไปทำตามกันดูนะคะ 

1.ดื่มชาเขียว

การที่คุณดื่มชาเขียวร้อนในแต่ละวัน ประมาณ 2-3 ถ้วยนั้น จะช่วยเรื่องกระตุ้นระบบเผาผลาญในร่างกายได้เป็นอย่างดี หากคุณเป็นสาวออฟฟิศ คุณลองดื่มช่วงระหว่างทำงานดูสิคุณจะรู้สึกได้ทันทีว่าร่างกายคุณจะเริ่มร้อนขึ้นและมีโอกาสมีเหงื่อได้ เพราะตัวชาเขียวนั้นเองที่ไปกระตุ้นการทำงานระบบเผาผลาญของคุณอยู่

2.เคี้ยวอาหารช้าๆ ให้ละเอียดๆ

การที่คุณกินอาหารและเคี้ยวให้ช้าๆและให้ละเอียดๆ จะช่วยทำให้คุณรู้สึกอิ่มง่ายขึ้นและเมื่อคุณรู้สึกอิ่มเมื่อไรคุณก็ควรจะหยุดกิน ซึ่งนั้นแปลว่าการเคี้ยวช้าๆจะช่วยเรื่องรอให้ร่างกายอิ่มและความยากอาหารของคุณก็จะหายไปนั้นเอง 

คุณลองนึกดูนะหากคุณหิวจัดๆและรีบๆกินเพราะความที่คุณรู้สึกหิวบางทีคุณอาจจะกินเกินความต้องการของร่างกายก็ได้พอรู้ตัวอีกที่คุณจะอิ่มแบบจุกทันที เพราะฉะนั้นการกินช้าๆจะช่วยให้ร่างกายค่อยอิ่มแล้วเราจะรู้สึกตัวตลอดเวลาว่าเราอิ่มแล้วหรือยัง

3.ลองเปลี่ยนของว่างระหว่างวันดูสิ 

การที่คุณอ้วนบางทีอาจจะมาจากที่คุณกินของว่างระหว่างวันเป็น ชานมไข่มุก โดนัท เค้กต่างๆ ก็ได้นะ ลองหันมากินเป็น กราโนล่า หรือ ธัญพืชแท่ง หรือ ผลไม้ต่างๆที่รสไม่หวานมากดูสิ เชื่อว่าคุณจะลดแคลอรีที่ไม่จำเป็นหลายตัวของคุณออกไปได้ดีทีเดียว เพราะหากคุณกินชานมไข่มุกเป็นอาหารว่างแล้วละก็ แล้วมื้อหลักก็ยังกินอาหารเยอะอีก แล้วแบบนี้คุณจะไม่อ้วนได้ยังไงละ เพราะแคลอรีต่อวันต้องเกินต้องความต้องการร่างกายแน่นอน

4.เลือกจากที่ไม่ต้องใหญ่สิ

การที่คุณจะเลือกกินอาหารในแต่ละมื้อคุณลองเลือกจากที่ขนาดไม่ใหญ่ดูสิ แนะนำว่าเป็นจานกลาง หรือ ชามกลาง แล้วใส่อาหารดูสิ จะรู้สึกทันทีว่าอาหารเยอะขึ้นมา แต่หากคุณใส่อาหารในจานใหญ่ อาหารก็จะดูน้อยคุณก็จะรู้สึกว่าอาหารที่มีในจานนั้นนิดเดียว แต่จริงๆแล้วอาหารเยอะมาก หากคุณลองหันมาใส่อาหารในจานกลางแล้วมองดูสิ คุณจะรู้สึกว่าอาหารดูเยอะขึ้นมาทันที และนั้นจะทำให้เรามองว่าเรากินเยอะแล้ว ทั้งๆทีอาหารก็ไม่ได้เยอะเลย

โรคที่เกี่ยวกับแก้วหู

แก้วหูเป็นส่วนหนึ่งของหูและเป็นส่วนที่สำคัญมากๆเช่นเดียวกับส่วนหูอื่นๆ แก้วหูเป็นหูชั้นนอกและไม่นอกที่สุด และคนส่วนใหญ่มักจะเกิดโรคเกี่ยวกับแก้วหูกันเยอะ เพราะแก้วหูเป็นส่วนแรกที่รับคลื่นเสียงๆต่างๆที่จะส่งต่อไปยังหูชั้นกลางและถัดลงไปอีกคือหูชั้นใน ฉะนั้นแก้วหูเลยมักจะเกิดความเสียหายมากที่สุด โรคส่วนใหญ่ที่มักจะเกิดกับแก้วหูคือ แก้วหูอักเสบ เพราะมักจะเกิดจาก การแคะหู การได้รับคลื่นเสียงที่มีความดังเป็นเวลานานๆ และเกิดจากแรงดันต่างๆเป็นเวลานานๆ

และเกิดจากการที่มีสิ่งแปลกปลอมเข้าไปในหูด้วย เช่น แมลง ขี้หู  โรคแก้วหูอักเสบเป็นโรคที่ร้ายแรงพอสมควร เพราะถ้าหากแก้วหูเกิดอักเสบจะทำให้มีอาการเจ็บหูมาก และการได้ยินจะได้ยินน้อยลงและได้ยินไม่ชัดเจน ทางรักษาเบื้อต้นก็คือ ควรไปพบแพทย์เพื่อนทำการรักษาอย่างจริงจัง

เพราะถ้าหากทิ้งไว้เป็นเวลานานจะทำให้ผู้ป่วยอาจจะสูญเสียการได้ยินไปตลอดชีวิตได้ และอีกหนึ่งปัญหาถ้าหากรู้ว่าแก้วหูอักเสบแต่ไม่ยอมรักษาคือ จะทำให้ส่วนอื่นๆของหูรับเชื้อและทำให้หูส่วนอื่นเกิดการอักเสบได้ ซึ่งถ้าหากส่วนอื่นๆของหู เช่นส่วนหูชั้นในได้รับเชื้อนั้น จะทำให้เกิดอันตรายมาก เพราะว่าหูชั้นในเชื่อมต่อกับประสาทของคนเราโดยตรง

ซึ่งโรคหูชั้นในอักเสบนั้นจะมีอาการคือ อาการเจ็บหู มีเสียงในหู มีน้ำหนองที่ขังในหู ปวดหัว ปวดหูซึ่งมันส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวันมากๆ และนอกจากนั้นยังมีโรคหูน้ำหนองด้วย อาการของหูน้ำหนองคือ จะมีหนองขังในรูหูซึ่งจะทำให้ผู้ป่วยมีอาการเจ็บหูจนกว่าจะน้ำหนองที่ขังในรูหูได้รับการดูออกมาจนหมดผู้ป่วยถึงจะรู้สึกดีขึ้น เพราะการที่มีหนองขังในหูนั้นจะทำให้เชื่อโรคขังอยู่ในหูและกัดหูจนทำให้เกิดอาการระคายเคืองหรือจนไปถึงอาการเจ็บหูนั้นเอง และถ้าหากอาการรุนแรงมาก

ก็จะทำให้หูของผู้ป่วยไม่ได้รับการได้ยินอีกเลย แต่ถ้าหากได้รับการรักษได้ทันท่วงทีก็จะเป็นการดีต่อผู้ป่วยมาก เพราะหมอจะทำการรักษาโดยการนำเอาหนองออกจากหูจนหมดแล้วทำให้หูของผู้ป่วยหายเจ็บ ฉะนั้นเราทุกคนควรจะรักษาหูของตนเองให้ดีเพราะถ้าหากไม่รักษาให้ดีอาจจะทำให้เกิดอันตรายถึงขั้นทำให้หูไม่ได้ยินตลอดชีวิตก็เป็นไปได้ การรักษาง่ายๆที่เริ่มจากตัวเราคือ การห้ามแคะหูด้วยตัวเอง การนำตัวเองไปอยู่ในที่สี่ยง เช่นอยู่ในที่ ที่เสียงดังๆ เป็นต้น

 

 

ขอขอบคุณ  เครื่องช่วยฟัง  ที่สนับสนุนเรามาอย่างยาวนาน

วิธีการวัดการได้ยินของหู


การตรวจวัดสมรรถภาพของหูชั้นกลางนั้นเป็นสิ่งจำเป็นที่เราจะต้องตรวจเพราะถ้าหากเกิดโรคที่เกี่ยวกับหูที่ผิดปกติ หรือเกี่ยวกับโรคหูอื่นๆ เช่นโรคหูน้ำหนวง หูตึง หูอักสับชั้นนอก หูอักเสบชั้นใน น้ำในหูไม่เท่ากัน แก้วหูอักเสบ มีน้ำหนองในหู เราจะได้ทำการรักษาได้ทันท่วงทีและการตรวจดูคลื่นของเส้นประสาทการได้ยินนั้นก็สำคัญเช่นกัน และส่วนที่เป็นก้านสมองในผู้ป่วยที่สงสัยว่ามีความผิดปกติของเส้นประสาทและส่วนการได้ยินก็สำคัญเช่นกัน

แต่ถ้ายังหาสาเหตุไม่พบ หรือในผู้ป่วยที่แพทย์สงสัยจะมีเนื้องอก อาจต้องตรวจเอ็กซเรย์สนามแม่เหล็ก เพื่อดูว่ามีสิ่งที่จะเป็นนั้นสาเหตุของโรคมีส่วนเกี่ยวกับความผิดปกติของหูหรือไม่ เพราะถ้าหากหาความผิดปกติทางหูได้เร็วได้ก็จะดีต่อผู้ป่วย เพราะจะได้ทำการรักษาได้เร็วและทำให้การรักษาหูได้ผลมากขึ้น นอกจากนั้นการดูแลตัวเองก็เป็นเรื่องที่สำคัญเพราะโรคผิดปกติทางหูก็อาจจะมาจากโรคทั่วไป เช่นโรคไข้หวัดใหญ่

ต้อมทอมชินอักเสบ โรคไมเกรน ฉะนั้นการป้องกันไม่ให้ตัวเองเป็นโรคเหล่านั้นก็จะเป็นการดีที่จะหลีกเลี่ยงการเกิดโรคหูผิดปกติได้ หรือ โรคอื่นๆที่เกี่ยวกับหู เช่น โรคหูน้ำหนวก โรคหูชั้นในอักเสบ โรคหูชั้นนอกอักเสบ โรคน้ำในหูไม่เท่ากัน โรคหูดับ โรคหูมีน้ำหนอง โรคแก้วหูอักเสบ โรคแก้วหูแตก

จะเห็นได้ว่าไม่ว่าจะเป็นโรคเกี่ยวกับอะไรก็สามารถมีอาการเกี่ยวกับหูแทรกได้ เพราะฉะนั้นการการหลีกเลี่ยงจากสิ่งที่จะทำให้เกิดโรคหูแล้วนั้น ก็ควรจะหลีกเลี่ยงไม่ให้ต้นเกิดโรคอื่นๆด้วยเช่นกัน ฉะนั้นตัวท่านเองต้องรักษาสุขภาพตนเองให้แข็งแรงอยู่เสมอและหลีกเลี่ยงภาวะที่จะทำให้เสี่ยงต่อการเกิดโรคต่างๆไม่ใช่แค่โรคที่เกี่ยวกับหูเท่านั้น

ความเสี่ยงที่เกี่ยวกับหูที่ควรหลีกเลี่ยงก็คือ การใส่หูฟังเป็นเวลานาน การาตัวเองไปอยู่ในสถานที่ ที่เสียงดังเป็นเวลานาน การแคะหูก็เป็นอีกความเสี่ยงที่ควรหลีเลี่ยงเพราะถ้าหากแคะหูบ่อยๆเป็นเวลานานก็จะทำให้เกิดอาการหูอักเสบได้ซึ่งถ้าหากเกิดอาการหูอักเสบแล้วนั้นก็จะทำให้เกิดโรคที่เกี่ยวกับหูได้ง่ายมากขึ้นซึ่งโรคที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับโรคหูอักเสบนั้นก็คือโรคหูน้ำ
หนวง ลักษณะของโรคหูน้ำหนวง คือ จะมีน้ำหนองขังอยู่ในหูและจะมีอาการเจ็บหูมากต้องไปพบหมอเพื่อให้หมอเอาน้ำหนองที่ขังในหูออกถึงจะหายเจ็บและเวลาในการรักษาน้ำหนองในหูนั้นต้องใช้เวลาในการเอาน้ำหนองออกประมาณสองถึงสามครั้ง

 

สนับสนุนเรื่องเหล่านี้โดย  เครื่องช่วยฟัง

สุดยอดผักที่ช่วยในการล้างสารพิษได้อีกเยี่ยม

 หากเราจะพูดถึงเรื่องของการล้างสารพิษออกจากร่างกายด้วยวิธีการธรรมชาติ โดยปกติแล้วเราจะใช้การทานผักและผลไม้ที่คุณสมบัติที่จะช่วยในการล้างสารพิษซึ่งมีอยู่มากมายหลายชนิดด้วยกัน นอกจากจะผักผลไม้เหล่านี้จะช่วยขับสารพิษได้แล้วยังมีส่วนช่วยให้ผิวพรรณของเราดีและไม่แก่ง่ายอีกด้วย

วันนี้เราจะมาพูดถึงผักที่ทานแล้วจะสามารถช่วยดูแลร่างกาย ขจัดสารพิษออกจากร่างกายของเราได้อย่างดีเยี่ยมกันค่ะ

  1. ผักกาดแดง หรือ บีทรูท   สำหรับผักชนิดนี้จะมีสารที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติที่เมื่อเราทานเข้าไปแล้วจะมาช่วยในเรื่องของการล้างสารพิษที่อยู่ในตับและยังสามารถช่วยในเรื่องของการฟอกเลือดได้ดีอีกด้วย
  2. กะหล่ำปลี อย่างที่เราทราบกันดีอยู่แล้วว่าในกะหล่ำปลีมีการต้านอนุมูลอิสระอยู่มากมาย ซึ่งจะสามารถช่วยในเรื่องการทำลายฮอร์โมนส่วนเกินที่มีสะสมอยู่ในตับมากเกินไปออกและในกะหล่ำปลียังมีการที่ช่วยในการต่อต้านมะเร็งหลายชนิดด้วยกัน ที่สำคัญกะหล่ำปลียงช่วยเพิ่มประสิทธิ์ภาพในเรื่องของการล้างสารพิษในตับให้มีประสิทธิ์ภาพมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังช่วยลดสารพิษที่เกิดมาจากควันบุหรี่และยังทำความสะอาดระบบทางเดินอาหารให้ร่างกายอีกด้วย
  3. ขึ้นฉ่าย  เป็นผักอีกชนิดที่ช่วยดูแลร่างกายของคนเราได้ดีเป็นอย่างมาก ทั้งเรื่องที่ช่วยในการดีท็อกซ์เลือด ช่วยกรองสารพิษที่เกิดมาจากควันบุหรี่ และที่สำคัญยังมีสารที่ช่วยในการต้านมะเร็งมากมายหลายชนิดรวมถึงยังสามารถล้างพิษจากเซลล์มะเร็งออกจากร่างกายของคนเราได้เป็นอย่างดี และในเมล็ดขึ้นฉ่ายก็ยังมีสารที่ช่วยในการต่อต้านการเกิดการอักเสบได้อีกหลายชนิดอีกด้วย จะเห็นได้ว่าขึ้นฉ่ายมีประโยชน์มากมายทั้งต้นและเมล็ดเลยทีเดียว
  4. กระเทียม  เป็นที่รู้จักกันดีของคนทั่วไปว่ากระเทียมนั้นมีประโยชน์มากในการที่จะช่วยในเรื่องของการล้างสารพิษ โดยเฉพาะพิษที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย และยังสามารถล้างพิษที่สะสมภายในหลอดเลือดแดง ทำความสะอาดระบบทางเดินหายใจ รวมไปถึงการขับพยาธิลำไส้และไวรัสต่างๆออกจากร่างกายได้ดีด้วยและที่เรารู้จักคุณสมบัติของกระเทียมได้ดีเลยเพราะกระเทียมช่วยในเรื่องของการต่อต้านมะเร็ง อีกทั้งยังขับสารที่มีพิษออกจากปอดรวมถึงช่วยในเรื่องของโรคไซนัสได้ด้วย ซึ่งประปัจจุบันการนำกระเทียมมารับประทานจะมีทั้งจากกระเทียมผง กระเทียมดอง กระเทียมสดและยังมีการนำกระเทียมมาแปรรูปด้วยการทำกระเทียมอัดเม็ด แต่ถ้าเราต้องการให้ได้ผลที่ดีมากที่สุดควรเลือกทานกระเทียมสด

 

สนับสนุนโดย  Kardinal stick รีวิว

เตือนระวัง 6 โรคที่มากับภัยแล้ง

เตือนระวัง 6 โรคที่มากับภัยแล้ง
ขณะนี้ได้โอกาสจะเจอคนเจ็บโรคที่มากับภัยแล้ง ด้วยเหตุว่าระดับน้ำในแหล่งน้ำต่างๆ ที่เริ่มต่ำลง ทำให้พสกนิกรเริ่มประสบพบเจอปัญหาขาดน้ำสำหรับอุปโภค บริโภค รวมทั้งทำสวน “กรมควบคุมโรค” เตือนพลเมืองให้ระวัง 6 โรคที่มากับภัยแล้ง คือ โรคอุจจาระร่วง โรคอาหารเป็นพิษ โรคบิด อหิวาต์ ไข้รากสาดน้อย แล้วก็เชื้อไวรัสตับอักเสบเอ แนะให้ยึดหลัก “รับประทานร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ” โดยรับประทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่ๆ

อธิบดีกรมควบคุมโรค ให้ข้อมูลว่า กรมควบคุมโรคเฝ้าระวังเหตุการณ์ระดับน้ำในแม่น้ำโขงเริ่มน้อยลง ภายหลังประเทศจีนแจ้งว่ามีการปรับลดการระบายน้ำจากเขื่อนจิ่งหง เพื่อทดลองเครื่องมือของโรงผลิตกระแสไฟฟ้า พลังน้ำ ซึ่งบางทีอาจก่อให้เกิดผลเสียกระทั่งกำเนิดภัยแล้งในพื้นที่ริมน้ำโขง รวมทั้งต้องระมัดระวังโรคที่มากับภัยแล้ง อย่างเช่น โรคอุจจาระร่วง โรคของกินเป็นพิษ โรคบิด อหิวาต์ ไข้รากสาดน้อย และก็เชื้อไวรัสตับอักเสบเอ ดังในปี 2562 จากระบบเฝ้าระวัง มีรายงานคนป่วยโรคอุจจาระร่วง 1,031,998 ราย โรคของกินเป็นพิษ 105,672 ราย โรคบิด 2,049 ราย อหิวาต์ 13 ราย ไข้รากสาดน้อย 1,065 ราย รวมทั้งเชื้อไวรัสตับอักเสบเอ 413 ราย

โรคและภัยสุขภาพในสัปดาห์นี้ คาดว่าในขณะนี้ได้โอกาสจะเจอคนเจ็บโรคที่มากับภัยแล้งได้ เนื่องด้วยระดับน้ำในแม่น้ำโขงที่เริ่มน้อยลง ทำให้พสกนิกรเริ่มเผชิญปัญหาขาดน้ำสำหรับอุปโภค บริโภค และก็ทำไร่ทำนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ 8 จังหวัดริมน้ำโขง ดังเช่น จังหวัดเชียงราย เลย จังหวัดนครพนม จังหวัดหนองคาย จังหวัดมุกดาหาร บึงกาฬ อำนาจเจริญ และจังหวัดอุบลราชธานี

ดังนั้น ขอเตือนพสกนิกรให้ระวัง 6 โรคที่มากับภัยแล้ง อย่างเช่น โรคอุจจาระร่วง โรคอาหารเป็นพิษ โรคบิด อหิวาต์ ไข้รากสาดน้อย รวมทั้งเชื้อไวรัสตับอักเสบเอ โดยพลเมืองและก็หน่วยงานที่เกี่ยวโยง ร่วมปฏิบัติการคุมเข้มมาตรฐานน้ำกิน ประปา น้ำแข็ง ไอติม ความสะอาดของตลาดสด ห้องน้ำสาธารณะ และห้องครัว พร้อมแนะพสกนิกรให้ยึดหลัก “รับประทานร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ” โดยทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่ๆ ใช้ช้อนกลางเมื่อทานอาหารด้วยกัน หมั่นล้างมือให้สะอาดทุกคราวก่อนที่จะรับประทานอาหาร หลังการขับถ่าย ถ้าเกิดมีลักษณะอาการท้องร่วง ให้ดูแลโดยการจิบน้ำผสมสารละลายเกลือแร่ (ORS) เป็นประจำเพื่อไม่ให้ขาดน้ำ

แม้อาการกำเริบขึ้น กินอาหารไม่ได้ อยากกินน้ำ มากยิ่งกว่าธรรมดา หรืออุจจาระเป็นมูกคละเคล้าเลือด ควรจะรีบไปพบหมอในทันที ถามข้อมูลเพิ่มเติมนอกเหนือจากนี้สายด่วน โทร 1422

ทานโปรตีนจากพืช จะเป็นการทำร้ายสุขภาพหรือไม่

ร่างกายของเราต้องการอาหารที่มีโภชนาการครบ 5 หมู่ในแต่ละวัน โดยเฉพาะโปรตีน ไม่ว่าคุณจะเลือกทานโปรตีนจากเนื้อสัตว์ หรือพืช ก็จำเป็นที่ร่างกายจะต้องได้รับให้ครบในแต่ละวัน จากเทรนด์สุขภาพที่ผ่านมา มุ่งเน้นการทานโปรตีนจากพืช และลดการทานเนื้อสัตว์ เนื้อแดง ส่วนใหญ่จะพบเป็นผู้รับประทานมังสวิรัติ คำถามที่ว่ารับประทานแต่โปรตีนจากพืชจะอันตรายหรือไม่นั่น ตอบได้เลยว่า การรับประทานโปรตีนจากพืช ไม่ได้ส่งผลเสียใด ๆ ต่อร่างกาย เว้นแต่ว่าจะรับประทานโปรตีนไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย ดังนั้นจึงควรรับประทานโปรตีนจากพืชให้มากเพียงพอ และเลือกรับประทานให้หลากหลาย เพื่อให้ได้คุณค่าทางสารอาหารอย่างหลากหลายไปด้วย

พืชที่มีโปรตีน
พืชที่มีโปรตีน ที่มังสวิรัติกินได้ ได้แก่ ถั่วเมล็ดแห้ง ถั่วต่าง ๆ ข้าว ข้าวสาลี ข้าวโพด เต้าหู้ นมถั่วเหลือง ธัญพืช เนยถั่ว นม ไข่ โยเกิร์ต เห็ด ต้นอ่อนผัก เป็นต้น โปรตีนจากพืชไม่ใช่โปรตีนสมบูรณ์ เพราะไม่พบกรดอะมิโนที่จำเป็นในร่างกายอยู่ในนั้นเหมือนกับโปรตีนจากเนื้อสัตว์ ยกเว้นถั่วเหลือง ที่ถูกจัดเป็นโปรตีนสมบูรณ์ ดังนั้นการทานแต่โปรตีนจากพืชอาจทำให้ร่างกายได้รับสารอาหารอื่นๆ ไม่เพียงพอ จึงจำเป็นต้องรับประทานอาหารเสริมอื่นๆ ร่วมด้วย

ปริมาณโปรตีนที่เหมาะสม
การรับประทานโปรตีนไม่เพียงพอส่งผลให้กล้ามเนื้อไม่แข็งแรง รวมไปถึงระบบการทำงานภายในร่างกายไม่สมบูรณ์ รวมไปถึงการรับประทานโปรตีนมากเกินไป อาจเพิ่มการทำงานของตับ ไตในการกำจัดโปรตีนส่วนเกิน เกิดภาวะไม่สมดุลของกรด-ด่างในร่างกาย ในกรณีที่เกิดภาวะดังกล่าวร่างกายจะสั่งการให้นำแคลเซียมมาใช้มากกว่าปกติ ซึ่งสามารถทำให้เกิด ภาวะคาดแคลเซียม กระดูกพรุนได้ อีกทั้งร่างกายก็พยายามขับโปรตีนออกทางปัสสาวะ หรืออย่างไรแล้วโปรตีนที่เกินมาในร่างกายก็อาจถูกสะสมในรูปของไขมันได้
วันนี้เรามีวิธีคำนวณปริมาณโปรตีนที่ร่างกายเราต้องการมาแนะนำ ไปดูกันเลยดีกว่า

ร่างกายต้องการโปรตีนอย่างน้อย 0.8 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม

ถ้ามีน้ำหนักตัวเท่ากับ 60 กิโลกรัม จะต้องการโปรตีนอย่างน้อย 48 กรัมต่อวัน

แสดงว่าหากเรารับประทานวันละ 3 มื้อ เราก็ต้องรับประทานโปรตีนประมาณ 16 กรัมต่อมื้อ เราสามารถทราบปริมาณโปรตีนได้จากข้อมูลโภชนาการบนบรรจุภัณฑ์ของผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ

โดยโปรตีน 1 กรัม ให้พลังงาน 4 แคลอรี สามารถรักษาสมดุลของอาหารในแต่ละมื้อได้เพื่อให้ได้ตลอดทั้งวันรับประทานอาหารที่มีพลังงานมากจนเกินความจำเป็น จนทำให้เป็นสาเหตุของโรคอ้วนได้

ผอมแต่ยังมีพุง ทำไงดีนะ

ผอมแต่มีพุง หรือ Skinny Fat กลุ่มคนเหล่านี้ก็เป็นคนที่ผอมธรรมดาๆ เป็นกลุ่มคนที่มีน้ำหนักโดยรวมไม่เกินมาตรฐาน รูปร่างภายนอกสมส่วนดี แต่จู่ๆ ก็พบว่าหน้าทท้องบวมยื่น หรือเรียกว่ามีพุงน้อยๆ หรือป่องออกมา ไม่ได้เรียบแบนอย่างที่ควรจะเป็น ไม่เหมือนคนที่มีหุ่นดีตามปกติ จึงทำให้เรากลับมาคิดว่าเจ้าท้องที่ยื่นออกมานั้นมีวิธีที่จะกำจัดอย่างไรนะ ต้องออกกำลังกายอย่างไร หรือดูแลตัวเองอย่างไรถึงจะลดขนาดเฉพาะส่วนให้เห็นผล โดยไม่ส่งกระทบต่อรูปร่างส่วนอื่นๆ ของร่างกายให้มากนัก

สาเหตุของการเป็นคน “ผอมแต่มีพุง”
1. ชอบทานน้ำตาลมากเกินไป คงปฏิเสธไม่ได้ว่าผู้หญิงนั้นชอบของหวาน บางครั้งคนเราก็ตามใจปากมากเกินไป โดยเฉพาะคนที่มีรูปร่างผอม และมีความคิดว่าทานเท่าไรก็ไม่อ้วน และยิ่งถ้าทานมากๆ แล้ว รูปร่างยังผอมอยู่ น้ำหนักไม่ขึ้น ยิ่งชะล่าใจมากๆ ซึ่งแท้จริงแล้ว อาหารหวานที่มีส่วนผสมของน้ำตาลมากอย่าง ขนมปังเบเกอรี่ หรือน้ำแข็งไส บิงซู ขนมไทยต่างๆ เป็นอาหารที่ทำให้เกิดไขมันสะสมที่ท้องได้ง่ายกว่าอาหารไขมันสูงเสียอีก

2. การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป สายปาร์ตี้ต้องอ่านแล้วล่ะ เพราะใครจะไปรู้ล่ะ ว่ายิ่งเราดื่มแอลกอฮอล์มากเท่าไหร่ยิ่งส่งผลให้รูปร่างเราเปลี่ยนไป เพราะการดื่มแอลกอฮอล์แท้จริงทำให้เกิดอาการท้องบวมท้องยื่นได้เช่นกัน เพราะการดื่มแอลกอฮอล์มาก ๆ จะทำให้เกิดการสะสมไขมันไว้ที่หน้าท้องได้มาก โดยเฉพาะเครื่องดื่มอย่าง วิสกี้ เบียร์ ไวน์ วอดก้า หรือค็อกเทล

3. การที่กำลังจะลดน้ำหนัก แล้วเลือกอดอาหารอย่างกะทันหัน หรือทานอาหารน้อยเกินไป ไม่ได้ช่วยลดไขมันในร่างกายแต่อย่างใด แต่อาจจะทำให้ร่างกายไปดึงพลังงานจากกล้ามเนื้อมาใช้แทน ทำให้กล้ามเนื้อฟีบเล็กลง ร่างกายขาดความแข็งแรงไปมากกว่าเดิมเสียอีก

4. การออกกำลังกายอย่างไม่ถูกวิธี นั่นคือการออกกำลังกายมากเกินไป บวกกับการรับประทานอาหารเพื่อเพิ่มพลังงานให้กับร่างกายน้อยเกินไป อาจทำให้ร่างกายไปดึงพลังงานจากมวลกล้ามเนื้อมาใช้ในการออกกำลังกายแทนการดึงเอาไขมันส่วนเกินมาใช้นั่นเอง ดังนั้นอย่าลืมว่า หากคิดจะออกกำลังกาย การรับประทานอาหารให้ร่างกายได้รับพลังงานเพียงพอต่อการออกกำลังกาย ก็เป็นเรื่องสำคัญเช่นกัน

วิธีออกกำลังกายของคนที่ “ผอมแต่มีพุง”
1. บางครั้งเราอาจะลืมไปว่าถึงแม้เราจะมีรูปร่างที่ผอมเพรียว น้ำหนักไม่เกินมาตรฐาน แต่การออกกำลังกายก็ยังเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับทุกคนอยู่ดี ในคนที่ผอมแต่ว่ามีพุงน้อยๆ ยื่นออกมา สามารถแก้ไขได้โดยเน้นการออกกำลังกายด้วยการเล่นเวท (weight training หรือ weight lifting) เพราะการเล่นเวทเป็นการออกกำลังกายเฉพาะส่วน เน้นการสร้างกล้ามเนื้อให้แข็งแรง เช่น การยกดัมเบล ลูกตุ้มน้ำหนัก หากอยากเน้นไปที่ส่วนของหน้าท้อง สามารถออกท่ากายบริหารได้หลายอย่าง เช่น การนั่งเก้าอี้กลางอากาศโดยเอาหลังพิงชิดผนังไว้ การนอนหงายแล้วยกขาลอยขึ้นจากพื้นทั้งสองข้าง หรือการถือดัมเบลหรือลูกตุ้มน้ำหนักเอาไว้ที่อก แล้วย่อขาทั้งสองข้างขึ้นลง เป็นต้น

2. ออกกำลังกายด้วยวิธีคาร์ดิโอแบบ HIIT (High Intensity Interval Training) จะช่วยกระตุ้นการเผาผลาญพลังงานในร่างกาย โดยออกแบบหนักสลับเบาในระยะเวลาที่กำหนด วิธีนี้จะช่วยเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อไปพร้อมๆ กับการเพิ่มการเผาผลาญพลังงานในร่างกายไปด้วย เราสามารถศึกษาจากวิดิโอออนไลน์ต่างๆ ได้ เพื่อหาการออกกำลังที่ถูกต้องและเหมาะสมกับเรา การออกกำลังกายแบบนี้ต้องออกต่อเนื่องไม่หยุดเป็นเวลาไม่เกิน 30 นาทีนั่นเอง ดังนั้นถ้าเป็นการออกกำลังกายครั้งแรกจึงต้องค่อยๆ ลองทำไปเรื่อยๆ โดยไม่ฝืนตัวเองมากจนเกินไปแล้วควรคำนึงถึงความถี่ในการออกกำลังกาย โดยไม่เกิน 3 ครั้งต่อสัปดาห์ เพื่อปล่อยให้ร่างกายได้พักผ่อน และทำการซ่อมแซมกล้ามเนื้อบางส่วนที่ใช้งานอย่างหนักหน่วงนั่นเอง

ข้อปฏิบัติอื่นๆ ของคนที่ “ผอมแต่มีพุง”
นอกจากการออกกำลังกายแล้ว วันนี้ก็มีคำแนะนำในการปฏิบัติตัวอย่างเหมาะสมด้วย
• เลือกรับประทานอาหารให้เหมาะสม นับแคลอรี่หรืออาจจะไม่ต้องนับ แต่เพียงลดการบริโภคอาหารที่มีน้ำตาลสูงลง เช่น เครื่องดื่ม และขนมหวาน รวมถึงคาร์โบไฮเดรตอื่นๆ เช่น ข้าวขาว แป้งขาว เส้นก๋วยเตี๋ยว แป้งพิซซ่า รวมไปถึงอาหารประเภททอด และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

• เพิ่มการทานอาหารประเภทโปรตีนให้มากขึ้น เพื่อช่วยให้ร่างกายสร้างกล้ามเนื้อที่แข็งแรงได้มากขึ้น (ยิ่งได้ผลดีเมื่อออกกำลังกายไปด้วย) เน้นการทานปลา ไข่ขาว เนื้อไก่ เป็นต้น

• หากเป็นคนที่ออกกำลังกายอยู่แล้ว แต่ก็ยังมีพุงน้อยๆ ป่องออกมา อาจจะปรึกษาผู้ที่มีความรู้อย่างเทรนเนอร์ หรือหาความรู้เพิ่มเติมในอินเทอร์เน็ต การออกกำลังกายของเรามีข้อผิดพลาดตรงส่วนไหนหรือไม่ มีส่วนที่ควรต้องเน้นมากกว่าเดิมหรือไม่

• อย่าลืมนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ เพราะหากร่างกายอ่อนล้าเกินไป นอกจากจะออกกำลังกายไม่ไหวแล้ว การพักผ่อนที่ไม่เพียงพอก่อให้เกิดอาการเครียด อ่อนเพลีย ซึ่งเป็นสาเหตุของไขมันสะสมที่พุง

อาหารเช้าช่วยลดน้ำหนักได้

อาหารเช้าสำคัญต่อการดำเนินชีวิตเพื่อให้เราทำกิจกรรมไปตลอดทั้งวัน หรืออย่างน้อยก็จนกว่าจะถึงช่วงพักเที่ยงอันแสนยาวนาน แต่การรับประทานอาหารเช้าเกี่ยวข้องกับ “น้ำหนัก” ของร่างกายของเราหรือเปล่า มาดูข้อมูลของคุณหมอโมนีค เทลโล (Monique Tello, MD, MPH) ที่เขียนอธิบายเอาไว้ในเว็บไซต์ Harvard Health Publishing กันดีกว่า

ร่างกายเกิดอะไรขึ้น เมื่อเรารับประทานอาหารเช้า?
อาจจะเคยได้ยินกันมาบ้างว่า เมื่อเราไม่ได้รับพลังงานมาจากอาหารมาตลอดทั้งคืนเป็นเวลาหลายชั่วโมง โดยเฉพาะบางคนที่กำลังอดอาหารยาวนานถึง 16 ชั่วโมงเพื่อการลดน้ำหนักที่เรียกว่า การงดมื้ออาหาร หรือ intermitten fasting (>> งดมื้ออาหาร (Intermittent Fasting) เทรนด์ใหม่ “ลดน้ำหนัก” อย่างถูกวิธี) จึงมองว่าอาหารเช้าเป็นสิ่งแรกที่ควรทำเพื่อให้อาหารตกถึงท้อง อาจไม่ใช่เรื่องที่ดีนัก เพราะการอดอาหารในช่วงเวลาหนึ่ง ช่วยเรื่องลดน้ำหนักได้ และยังช่วยปรับการทำงานของระบบเผาผลาญพลังงานให้ดีขึ้นอีกด้วย เมื่อเราอดอาหาร ร่างกายจะเริ่มดึงพลังงานจากไขมันที่เก็บสะสมไว้ออกมาใช้ จึงทำให้เราลดน้ำหนักได้ แต่หากเราคอยเติมพลังงานก่อนที่ร่างกายจะดึงพลังงานจากไขมันที่เก็บเอาไว้มาใช้ เราก็จะลดน้ำหนักไม่ได้

รับประทานอาหารเช้า ดีต่อสุขภาพ?
แม้ว่าจะมีผลงานวิจัยพบว่า คนที่รับประทานอาหารเช้าเป็นประจำจะมีสุขภาพดี มีน้ำหนักอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน แต่ก็ไม่ได้มีรายงานที่ระบุได้ชัดเจนว่าเป็นเพราะอาหารเช้าที่ทำให้คนมีน้ำหนักปกติ อาจเป็นเพราะคนที่รับประทานอาหารเช้าใช้ชีวิตทำงานตอนกลางวันตามปกติ และมีวิถีชีวิตทำกิจกรรมทุกอย่างตามปกติที่ควรเป็นในแต่ละวัน และนอกจากอาหารเช้าแล้ว ยังมีอีกหลายปัจจัยที่สำคัญต่อการควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ ทั้งประเภท หรือปริมาณของอาหารเช้าที่รับประทาน เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังมีรายงานการวิจัยของนักวิจัยจากเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย จากกลุ่มตัวอย่างทั้งคนปกติ และคนที่มีน้ำหนักเกินมาตรฐาน แบ่งออกเป็นกลุ่มรับประทานอาหารเช้าตามปกติ (อาหารอย่างเดียวกัน ในปริมาณที่เท่ากัน) พบว่า คนที่รับประทานอาหารเช้าเป็นประจำ ทั้งคนปกติ และคนที่น้ำหนักเกินมาตรฐาน รับประทานอาหารระหว่างันมากขึ้นราว 260 กิโลแคลอรี่ ใน 2 สัปดาห์ และน้ำหนักเพิ่มขึ้นราว ½ กิโลกรัมใน 7 สัปดาห์ มากกว่าคนที่ไม่ได้รับประทานอาหารเช้า งานวิจัยนี้จึงสามารถลบความเชื่อที่ว่า “การรับประทานอาหารเช้าทำให้เรารับประทานอาหารในมื้ออื่นๆ ได้น้อยลง จึงทำให้น้ำหนักลดได้” นั่นเอง เพราะโดยส่วนใหญ่แล้วน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นจากเวลาในการรับประทานอาหาร มักจะเป็นการรับประทานอาหารก่อนเวลาเข้านอนมากกว่า ที่อาจส่งผลถึงน้ำหนักเกินได้

อย่างไรก็ตาม ผลงานของวิจัยนี้ไม่ได้รับการยอมรับในทุกๆ คน ยังมีบางคนมองว่า อาหารที่ให้แต่ละคนรับประทานยังไม่ได้มีการพิสูจน์ และเก็บข้อมูลโดยละเอียดว่าเป็นหากรับประทานอาหารต่างชนิดกัน จะให้ผลลัพธ์เหมือนเดิมหรือไม่

แต่กล่าวโดยสรุป อาหารในมื้อเช้ายังคงสำคัญต่อร่างกายในฐานะมื้อแรกของวันที่ช่วยให้พลังงานต่อร่างกายในการทำกิจกรรมต่างๆ ตลอดในช่วงเช้า แต่อาจไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ ต่อการลดน้ำหนักแต่อย่างใด

เราควรรับประทานอาหารเช้าหรือไม่?
หากคุณหิว รับประทานอาหารเช้าเป็นประจำทุกวัน และสุขภาพร่างกายแข็งแรงดีไม่มีปัญหาอะไร ก็สามารถรับประทานอาหารเช้าต่อไปได้เรื่อยๆ ไม่มีปัญหา แต่หากคุณกำลังมีปัญหาในเรื่องของระบบการย่อยอาหารที่เริ่มไม่ค่อยมีประสิทธิภาพ ในที่นี้คือ รู้สึกว่ารับประทานอาหารน้อย แต่ยังอ้วนอยู่ ลองเปลี่ยนอาหารเช้าจากข้าวเหนียวหมูปิ้ง ข้าวมันไก่ โจ๊ก ข้าวต้มหนักๆ มาเป็นอะไรที่เบาขึ้นอย่าง นม โยเกิร์ต ผลไม้ หรือชา กาแฟ เครื่องดื่มต่างๆ อย่ารับประทานอาหารหนักๆ ก่อนเข้านอน และลองวางแผนให้ร่างกายได้ดึงพลังงานจากไขมันที่สะสมอยู่มาใช้บ้าง โดยปล่อยให้ปากว่าง ไม่มีอาหารกลืนลงท้องสักพักใหญ่ๆ เท่านี้ระบบเผาผลาญพลังงานของคุณก็จะเริ่มเข้าที่เข้าทางมากขึ้น

ความลับอายุวัฒนะกับการรักษาตับด้วยอาหารเสริมบำรุงตับ

ความลับอายุวัฒนะกับการรักษาตับด้วยอาหารเสริมบำรุงตับ

คงไม่มีใครอยากที่จะแก่เกินวัย หรือถ้าเป็นไปได้ก็อยากคงสวยความใส ไว้กับเราไปนานๆ อยากมีสุขภาพที่ดี แข็งแรง แต่จะมีใครรู้ว่า กุญแจสำคัญของอายุวัฒนะไม่ใช่ยาวิเศษจากไหน แต่อยู่ที่การดูแลรักษาอวัยวะภายในสู่ภายนอกของเรานี่เองวันนี้เราจะมาเผนความลับของอายุวัฒนะกัน

“ตับ” อวัยวะในร่างกายที่มีหน้าที่มากกว่า 500 อย่าง ทั้งช่วยในการซ่อมแซม ควบคุม กักเก็บ และขับสารพิษ หรือของเสียออกจากร่างกาย เรียกได้ว่าเป็นแม่ทัพ ศูนย์กลางใหญ่ของร่างกายเราเลยทีเดียว ตับนั้นจะต้องทำงานอย่างไม่หยุดพักตลอด 24 ชั่วโมง และถ้าหากตับทำงานหนักมากเกินไป ความแข็งแรงของตับก็จะค่อยๆเสื่อมถอย ร่างกายก็จะไม่สามารถขับสารพิษได้อย่างเต็มที่ ทำให้อวัยวะต่างๆภายในร่างกาย ส่งผลให้เซลล์เสื่อมชรากว่าวัยอันควร ซึ่งตัวการนี้เองจะทำให้เราประสบปัญหาแก่ก่อนวัย โรคภัยไข้เจ็บ และสุขภาพอย่างที่ร้ายแรงอื่น ๆ เริ่มตามเข้ามา

ตัวการทำร้ายร่างกายและอวัยวะต่าง ๆ นั่นก็คือ อนุมูลอิสระ ( free radical) ซึ่งเป็นตัวทำลายภูมิคุ้มกันและเซลล์ต่าง ๆ ภายในร่างกาย ทำให้เกิดการเสื่อมของเซลล์ รวมไปถึงยังเป็น 1 ใน สาเหตุของการเกิดมะเร็งอีกด้วย สารอนุมูลอิสระเกิดได้จากหลายปัจจัย ทั้งที่ควบคุมได้และควบคุมไม่ได้ เช่น อายุที่เพิ่มขึ้น ความเครียด การพักผ่อนไม่เพียงพอ การดื่มสุรา สูบบุหรี่ สารพิษจากฝุ่นควันในชีวิตประจำวัน แม้กระทั่งสารพิษที่ปนเปื้อนมาในอาหารของเรา

เพราะฉะนั้น วิธีที่จะเปิดประตูสู่อายุวัฒนะได้ก็คือ สุขภาพที่แข็งแรงของตับ แก้ปัญหาให้ตรงจุด เราจึงควรทานอาหาร หรือวิตามินบางชนิดที่จะช่วยในการบำรุงซ่อมแซมตับ ที่มีส่วนช่วยในการขับสารพิษออกจากตับ ช่วยกระตุ้นสร้างสาร กลูต้าไธโอน หรือที่เรารู้จักกันดีว่า สารต้านอนุมูลอิสระจากภายในนั่นเอง

อาหารสำหรับการควบคุมน้ำหนักที่ห้ามพลาด

อาหารสำหรับการควบคุมน้ำหนัก

เพื่อให้ท่านที่ต้องการลดน้ำหนัก มีความเข้าใจที่ถูกต้องในการรับประทานอาหาร ขอให้ข้อมูลเกี่ยวกับอาหารที่มีผลต่อการควบคุมน้ำหนัก ดังนี้

1. การลดน้ำหนักที่ถูกต้อง ท่านจะต้องรับประทานอาหารให้ครบหมู่เหมือนเดิม แต่ในปริมาณที่ ลดลงทีละน้อย พยายามหลีกเลี่ยงอาหารที่

มัน หวาน และเค็มจัด และเพิ่มในส่วนของพืชผักสดผลไม้ เพื่อจะได้กากใยที่เพียงพอ

2. อาหารที่มีไขมันต่ำหรือไม่มีไขมันเลย นอกเหนือจากรสชาดน่าเบื่อแล้ว อาจจะมีผลเสียต่อร่างกายได้ เพราะการดูดซึมของวิตามิน

เอ ดี อี และเค จำต้องอาศัยไขมันเป็นตัวช่วยละลาย

3. การจำกัดน้ำและแคลอรี่ที่มากเกินไป แม้ว่าจะน้ำหนักลดอย่างรวดเร็วก็ตาม จะมีผลเสียอย่าง มากต่อร่างกาย เพราะมีการวิจัยพบว่า

ถ้าคนเราได้รับน้อยกว่า 800 แคลอรี่ต่อวัน ภายใน 24 ชั่วโมง ร่างกายจะต้องเอาพลังงานจากกล้ามเนื้อมาใช้แทนที่จะเอามาจากไขมันส่วนเกิน

4. อาหารสำเร็จรูปที่มีจำหน่ายในท้องตลาดส่วนใหญ่ จะนำกากใยมาเป็นส่วนผสมสำคัญ ซึ่งท่านสามารถหาได้จากพืชผัก ผลไม้หลายชนิดในเมืองไทย