ที่มาชื่อของพายุนั้นมาจากไหน

หลายๆคนคงสงสัยว่าการที่มีพายุขึ้นมาบนโลกเรานั้น มักจะมีชื่อที่เปลี่ยนไปทุกครั้ง ซึ่งล่าสุดพายุที่เพิ่งผ่านพ้นไปอย่าง ซินลากู ที่ทวีความรุนแรงขึ้นจากดีเปรสชั่นเป็นโซนร้อย ส่งผลให้ประเทศไทยมีฝนตกเพิ่มขึ้นบางแห่งและตกหนักมากจนทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลับในจังหวัดเลย จังหวัดอุตรดิตถ์ และจังหวัดเชียงใหม่

ส่วนลาสุดก็จะมีพายุที่ชื่อว่า ฮีโกส ที่เกิดขึ้นและผ่านไปไม่นาน รวมถึงพายุลูกใหม่ที่กำลังจะมาถึงที่ชื่อว่า บาหวี่ ที่ใกล้จะเคลื่อนตัวเข้ามาทางตอนใต้ของประเทศญี่ปุ่น ในช่วงปลายสิงหาคมนี้ ซึ่งชื่อที่แตกต่างกันเหล่านี้นั้น โดยหลักการแล้วจะมีการตั้งชื่อกันตามความรุนแรงของพายุหมุนเขตร้อน เพราะพายุหมุนเขตร้อนคือ พายุที่ได้เกิดขึ้นเหนือทะเล หรือเหนือมหาสมุทรในเขตร้อน

ซึ่งจะเกิดขึ้นโดยมีลักษณะที่มีลมพัดที่รุนแรงโดยจะเป็นการพัดทวนเข็มนาฬิกาเข้าหาศูนย์กลางส่วนซีกโลกใต้ และเมื่อยิ่งเข้าใกล้ศูนย์กลางความแรงก็จะยิ่งเพิ่มมากขึ้น โดยทั้งนี้เรื่องของชื่อก็จะมีการเรียกต่างกันไป โดยในบริเวณมหาสมุทรอินเดียและอ่าวเบงกอลก็จะเรียกว่ากลุ่มพายุไซโคลน แต่ถ้าเป็นบริเวณมหาสมุทรแตแลนติกเหนือทะเลแคริบเบียน ก็จะเรียกว่าพายุเฮอร์ริเคน แตถ้าพายุนี้ไปเกิดแถบมหาสมุทรแปซิฟิคใต้และทะเลจีนใต้ ก็จะเรียกว่าพายุไต้ฝุ่น ส่วนการแบ่งระดับความรุนแรงของพายุนั้น จะแบ่งออกเป็นสามระดับ ซึ่ง

ระดับแรกคือ พายุดีเปรสชั่น ซึ่งเป็นพายุกำลังอ่อนและมีความเร็วไม่มากนัก

ระดับสองคือ พายุโซนร้อน มีความเร็วระดับปานกลาง

ระดับสามคือ พายุไต้ฝุ่นหรือเฮอร์ริเคน มีความเร็วและแรงสุด

ส่วนเรื่องของการกำหนดชื่อว่าจะใช้ชื่ออะไรในการเรียกพายุที่เกิดขึ้นจากโซนต่างๆ รวมไปถึงระดับความแรงว่าจะเรียกเป็นพายุชนิดไหน ส่วนชื่อที่ใช้ก็จะมีความแตกต่างกันไป แต่โดยมากแล้วนั้นจะเป็นการเรียกชื่อพายุเหล่านั้นเป็นการกำหนดให้ใช้ชื่อเป็นชื่อผู้หญิงซะส่วนใหญ่เพื่อลดความน่ากลัวและลดความเกรี๊ยวกราดของพายุ แต่หลังจากนั้นในปี 2522

ก็ได้มีการหารือกันใหม่ว่าควรจะมีการนำชื่อผู้ชายเข้ามาใช้ร่วมด้วย เพราะการใช้ชื่อแต่ผู้หญิงนั้นเปรียบเสมือนกับการกเปรียบเทียบว่าผู้หญิงเป็นความรุนแรงและความโหดร้าย ส่วนประเทศใดนั้นจะเป็นผู้กำหนดในการตั้งชื่อก็จะขึ้นอยู่กับพายุเหล่านั้นพัดผ่านไปที่ประเทศใดเป็นประเทศแรก จึงจะเป็นผู้ที่ตั้งชื่อก่อน ซึ่งทั้งหมดนี้ก็น่าจะทำให้หลายๆคน คลายความสงสัยกันได้บ้างแล้วว่าการตั้งชื่อพายุนั้นมีที่มาที่ไปอย่างไร

 

สนับสนุนโดย  ซื้อหวยฮานอย เว็บไหนดี

สวิสเซอร์แลนด์

สวิสเซอร์แลนด์หากพูดถึงแล้วคนส่วนมากคงจะติดตากับภาพที่สวยงามของบ้านเมืองสวิสเซอร์แลนด์นั่นเองที่รายล้อมไปด้วยเทือกเขาสูงใหญ่และบ้านเมืองที่น่าอยู่ สวิสเซอร์แลนด์เป็นแระเทศที่ค่อนข้างมีความสงบสุขไม่ค่อยมีการรบหรือการบาดหมางกับชาติอื่นๆเนื่องจากเป็นประเทศที่มีความเป็นกลางสูง แต่สวิสเซอร์แลนด์ก็ได้มีการเตรียมการหากโดนชาติอื่นเขามาคุกครามหรือยึดอำนาจในสวิสเซอร์แลนด์เช่นกัน

แม้สภาพบ้านเมืองของสวิสเซอร์แลนด์นั้นจะมีความเรียบร้อยและหน้าอยู่แต่สิ่งที่น่าตกใจก็คือการออกแบบของถนนหลายสายรวมทั้งสะพานอุโมงค์และทางเดินรถไฟภายในประเทศถูกออกแบบมาเพื่อให้สามารถที่จะสั่งการให้กดระเบิดทำลายทิ้งได้ในทันทีเพื่อป้องกันผู้ที่อาจจะบุกรุกและใช้ประโยชน์จากสิ่งเหล่านี้หลังจากเข้าโจมตีสวิสเซอร์แลนด์ มีระเบิดฝังอยู่ในจุดต่างๆมากกว่าสามพันจุดภายในประเทศที่สามารถระเบิดได้ทันทีรวมไปถึงทางด้านข้างของภูเขาที่สามารถจุดชนวนระเบิดเพื่อให้ดินสไลด์ลงมาปิดเส้นทางถนนได้

สวิสเซอร์แลนด์ยังมียุทธวิธีทางการทหารที่ทันสมัย โดยที่จะถอนกำลังทางการทหารในเขตพื้นที่ราบและเมืองใหญ่ต่างๆให้ไปอยู่ในภูมิประเทศที่ได้เปรียบในบริเวณเทือกเขาแอลป์ได้อย่างรวดเร็วอีกด้วย ในภูมิประเทศเทือกเขาที่สูงชันนี้ ชาวสวิสได้สร้างบังเกอร์เอาไว้มากกว่า26,000จุดโดยมีจุดที่เป็นป้อมปราการโดยมีการติดตั้งปืนยิงต่อต้านรถถัง ปืนยิงต่อต้านอากาศยานรวมทั้งค่ายปืนกล โดยจะถูกซ่อนเอาไว้ให้ดูคล้ายก้อนหินโดยป้อมนั้นจะมีทางเดินเชื่อมถึงกันเป็นอุโมงค์อยู่ใต้พื้นดินและภายในประเทศสวิสเซอร์แลนด์ก็มีจุดที่ว่อนปืนแบบนี้ไว้อยู่มากมายทั่วประเทศ หมายความว่าพื้นที่ทั้งหมดของประเทศคือหลุมพรางนั่นเอง สวิสเซอร์แลนด์จึงเปรียบดังปราสารทอันแข็งแกร่งที่ตั้งอยู่ใจกลางทวีปยุโรป

สวิสเซอร์แลนด์ยังสามารถรักษาอำนาจอธิปไตยและเป็นประเทศที่เป็นกลางตลอดนะยะช่วงเวลาที่ยากลำบากของประวัติศาสตร์ยุโรป แลปัจจุบันป้อมปราการและบังเกอร์หลายแห่งที่เป็นส่วนหนึ่งจากแผน The national redoubt นั้นได้กลายมาเป็นพิพิธพันธ์และแหล่งเรียนรู้ทางด้านประวัติศาสตร์ในอดีต

และในปี 2020 สวิสเซอร์แลนด์ได้มีแผนการลดกำลังทหารลงและหากมีการเกิดสงครามนิวเคลียร์เกิดขึ้น สวิสเซอร์แลนด์ก็ยังคงเป็นประเทศเดียวที่ปลอดภัยมากที่สุดในโลกเป็นเพราะว่าสวิสเซอร์แลนด์เป็นประเทศเดียวในโลกที่มีที่กำบังป้องกันกัมมันตรังสีของนิวเคลียร์นั่นเอง และหากมีผู้ลี้ภัยเข้ามาก็สามารถป้องกันกัมมันตรังสีได้เพียงพออยู่ดี

อาคารที่มีอยู่ทั้งหมดในประเทศ ถูกกฎหมายบังคับให้สร้างเป็นที่หลบภัยซึ่งสามารถป้องกันแรงระเบิดของนิวเคลียร์ขนาด12เมกะตันขนาดห่าง700เมตรได้อย่างสบายๆด้วย และที่หลบภัยที่เป็นบ้านหรือโรงพยาบาลและสถานที่สาธารณะทั่วไปรวมกันมากกว่า8.6รวมกันในประเทศ ต่อให้มีการโจมตีสวิสด้วยอาวุธนิวเคลียร์ ก็มีความเป็นไปได้ว่าประชากรทุกคนจะปลอดภัยจากบังเกอร์และสามารถโจมตีกลับได้ในทันที ไม่มีอาวุธนิวเคลียร์ชนิดใดที่จะสามารถทำลายป้อมปราการของสวิสเซอร์แลนด์ได้อีกด้วย

 

ขอบคุณ  แทงหวยจับยี่กี   ที่ให้การสนับสนุน