การเว้นระยะห่างอย่างไรไม่ให้เหงาหากเราต้องอยู่แต่ในบ้านยามเมื่อโควิด-19 ยังระบาด 

       เชื่อว่าในตอนนี้ทุกคนต่างก็เริ่มกลัวการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19   หลายคนเริ่มตื่นกว่าว่าเชื้อไวรัสโควิด-19จะแพร่มาถึงตัวเราในสักวันหนึ่งดังนั้นในช่วงนี้เราจึงมักจะเห็นว่าประชาชนส่วนใหญ่จะให้ความร่วมมือกับนโยบายการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 จากที่ทางรัฐบาลได้มีการออกมาแนะนำนั่นก็คืออยู่บ้านให้มากที่สุดออกนอกบ้านให้น้อยที่สุดการสัมผัสกับบุคคลอื่นเป็นต้น

แต่อย่างที่เรารู้กันดีว่าคนไทยเป็นสังคมที่มักจะพบปะพูดคุยกันอยู่ตลอดเวลาดังนั้นการที่ให้เราต้องมาอยู่บ้านโดยที่ไม่ได้ออกไปไหนไม่ได้ไปเจอความสวยงามหรือไม่ได้ออกไปเที่ยวจึงทำให้หลายคนรู้สึกอึดอัดและบางครั้งก็เริ่มเบื่อจนบางคนอาจจะเข้าสู่สภาวะเหงากลายจนเป็นซึมเศร้าเลยก็ได้ ดังนั้นเพื่อให้เราไม่ต้องเงียบเหงามากนักหากจำเป็นจะต้องเก็บตัวอยู่แต่ในบ้านเพียงลำพัง

วันนี้เรามีวิธีการแนะนำคลายเหงาให้เข้ากับโครงการที่ทางรัฐบาลให้เราทำนั่นก็คืองดออกนอกบ้านแต่เราก็ยังมีความสุขได้ในแบบของเราถึงแม้จะอยู่ที่บ้านก็ตามสิ่งสำคัญที่จะทำให้เราไม่เหงาถึงแม้เราจะต้องอยู่คนเดียวในห้องนั้นก็คือ

  • การ Video Call พูดคุยกับเพื่อนและคนรู้จักรวมถึงญาติพี่น้องเนื่องจากปัจจุบันประเทศไทยเรามีเทคโนโลยีที่ทันสมัยโทรศัพท์มือถือส่วนใหญ่สามารถมีโปรแกรม LINE ที่เอาไว้สำหรับพูดคุยกันโดยส่วนมากแล้วก็จะเป็นการพิมพ์ข้อความหากันแต่ในครั้งนี้หากเราไม่ได้เจอคนรักหรือไม่ได้เจอญาติพี่น้องมานานหลายวันคิดถึงกันก็แค่เพียงใช้ Video Call ผ่านทาง Line โทรหากันก็สามารถช่วยให้เราคลายเหงาเราสามารถพูดคุยกับฝ่ายตรงข้ามได้เหมือนว่าเราอยู่ใกล้เคียงกันเพียงแค่เราไม่สามารถกอดหรือจับมือกันผ่านทาง Video Call ได้ก็เท่านั้นเอง
  • ถึงแม้ว่าเราจะอยู่ที่บ้านแต่เราก็สามารถออกกำลังกายในบริเวณบ้านของเราได้ซึ่งจะทำให้เราไม่รู้สึกเบื่อจนเกินไปหรือหากใครที่อยู่คอนโดเราก็สามารถออกกำลังกายในคอนโดของเราได้เปิดเพลงฟังไปออกกำลังกายไปก็ทำให้เรารู้สึกสดชื่นได้ไปอีกแบบนึงรับรองว่าวิธีการนี้คุณจะไม่เบื่อแน่นอน
  • และหากใครที่อยู่บ้านที่มีพื้นที่บริเวณบ้านก็สามารถเดินออกมาชมธรรมชาติรอบๆบ้านรดน้ำต้นไม้พรวนดินให้กับต้นไม้หาอะไรทำเพลินๆแค่นี้ก็คลายเหงาได้แล้วรัฐบาลประกาศให้งดการออกนอกบ้านแต่ไม่ได้ให้งดออกนอกบริเวณบ้านของเราเพราะฉะนั้นบ้านที่มีพื้นที่ของเราเองเรายังสามารถเดินได้นะคะการรดน้ำต้นไม้การพรวนดินจะช่วยให้เรารู้สึกผ่อนคลายจิตใจสดชื่นและทำให้เราหายเครียดได้ค่ะ

เห็นไหมคะแค่เพียงแค่นี้เราก็หายเหงาได้แล้วไม่มีความจำเป็นที่จะต้องออกนอกบ้านจริงๆในช่วงนี้ก็งดกันไปก่อนเพื่อลดความเสี่ยงในการติดเชื้อไวรัสโควิด-19กันค่ะ 

 

 

สนับสนุนโดย  หวยฮานอยเล่นยังไง

คนไทยที่หายจากโรคเอดส์ 

เมื่อเรานั้นพูดถึงเกี่ยวกับโรคเอดส์นั้นเราก็รู้อยู่แล้วว่าการที่เป็นโรคนี้นั้นเราไม่สามารถที่จะเป็นและหายได้  แต่ว่าใครจะรู้ว่าเมื่อเราเป็นเอดส์เราสามารถที่จะหายได้เหมือนกัน  เพราะว่าทางการอนามัยนั้นได้ออกมาบอกว่าได้มีผู้ที่ป่วยจากโรคเอดส์นั้นสามารถที่จะหายขาดได้จากโรคนี้เหมือนกัน  เราไปดูกันว่าผู้ที่ป่วยนั้นสามารถที่จะหายได้อย่างไร 

              เป็นที่เรานั้นรู้อยู่แล้วว่าวันที่  1 ของเดือนธันวาคมนั้นเป็นวันเอดส์ของโลกทุกๆปี  เริ่งตั้งแต่ปี 2531 นั้นเป็นต้นมา  

ซึ่งในปัญจุบันเรานั้นรู้อยู่แล้วว่าโรคเอดส์นั้นเป็นโรคที่แพร่เชื้อนั้นได้เร็วมากจากการที่เรานั้นมีเพศสัมพันธ์ และน้อยคนนั้นจะรักษาด้วยการที่เรากินยาต้านไวรัส  เมื่อเรานั้นรับรู้ว่าเราเป็นผู้ที่ป่วนนั้นเราก็ควรที่จะไปหาหมอเพื่อที่จะรับการรักษา  เพื่อที่จะกินยาต้านไวรัสนั้นต่อเนื่องจนถึงเรานั้นเสียชีวิต  

     ในขณะที่เราเป็นผู้ที่ป่วยโรคเอดส์นั้นหรือว่าเชื้อ  Hiv  ที่ในต่างประเทศนั้นว่าจะเป็นประเดทศฝรั่งเศส  สวิตเซอร์แลน  นั้นล้วนหยุดยาเมื่อเขานั้นได้กินมาแล้วเป็นเวลนานถึง 8 ปี    แต่ว่าคำที่หายนั้นหมายถึงร่างกายของเขานั้นได้ควบคุมไม่ให้เชื้อเอสไอวีนั้นแพร่เชื้ออกมาในกระแสเลือดนั่นเอง  ซึ่งจะทำให้เรานั้นไม่ต้องกินยาทุกวันนั่นเอง  หรือว่าต้องกินยาเหมือนกับผู้ที่ป่วยบ้านเรานั่นเอง  แต่ว่าไม่หมายความว่าเชื่อที่อยู่ใมนร่างกายของเรานั้นจะหมดไปเพราะว่าเชื้อนั้นจะคงอาจจะอยู่แต่ว่าจะอยู่ตามกระดูก  หรือว่าไขสันหลังต่างๆถึงแม้ว่าจะวัดจำนวนไวรัสแล้วไม่เจอก็แล้วแต่  

      ซึ่งเรานั้นเคยได้พบว่าเมื่อ ห้าปีก่อนหน้านี้นั้นได้มีผู้ที่ป่วยจากการติดเชื้อ เอสไอวี  ได้รายงานว่าผู้ที่ป่วยในรายนี้ คือว่าเป็นผู้ที่ป่วยชายของไทยซึ่งในปัจจุบันได้มีอายุ 55 ปี  นั้นได้มีประวัติว่าเป็นผู้ป่วยที่ถูกละเมิดทางเพศทางทวารหนัก  หลังจากนั้นทางผู้ที่ป่วยนั้นได้เกิดอาการมีไข้ท้องเสีย  และก็เลยไปตรวจและพบว่าได้ติดเชื้อเอสไอวี  หลังจากที่เขานั้นได้ตรวจเจอเขานั้นก็ได้รับยาต้านไวรัส  ทันทีซึ่งผู้ป่วยนั้นได้กินยาเป็นเวลา  11 ปีจากนั้นผู้ที่ป่วยได้ไปตรวจและพบว่าเชื้อนั้นได้ลดลง 

     และต่อมานั้นผู้ที่ป่วยได้หยุดการกินยาเอง  และก็ไม่ยอมที่จะไปรักษา  จนกระทั่ง  เขานั้นได้หยุดยาเป็นเวลานาน 7 ปีและเขานั้นได้.กลับมารักษาด้วยโรคเบาหวาน  ซึ่งหมอนั้นได้ตรวจเลือดของเขานั้นกลับไม่พบเชื้อไวรัสในเลือด  แต่ว่าทั้งๆที่เขานั้นไม่ได้กินยามานาน และหลังจากนั้นผู้ที่ป่วยนั้นก็ได้รับการรักษาและถูกตรวจเลือดนั้นทุกปีเพื่อที่จะดูว่ากลับมามีอาการอีกหรือไม่ 

    แต่ว่าสำหรับผู้ที่ป่วยนั้นไม่ควรที่จะหยุดการกินยาเองเพราะว่าอาจจะทำให้เชื้อนั้นลุกลามและห้ามหยุดกินยาเอง 

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  ชุดตรวจ hiv

ไซนาไนด์ สารในบุหรี่มวน

เอาละ มารู้จักกันดีกว่า หรือไม่ต้องรู้จักดี กับสารตัวสุดท้ายที่ร้ายแรงเป็นที่สุดสารนึงบนโลกเลยทีเดียว ที่บอกว่าไม้ต้องรู้จักมันก็ได้ หมายถึงสองแง่นะ อย่างแรกคือ มันเป็นสารที่เรารู้จักกันดีมาอย่างยาวนาน ซึ่งทุกคนก็เคยใช้มาแล้วกับการรู้จักมันในชื่อว่า ยาเบื่อหนู สุดยอดยาที่ฆ่าสัตว์ไปแล้วนับล้านตัว มีไว้สำหรับวางยาเบื่อให้หนูตาย

แต่กลับนำมาใช้ในการวางยาเบื่อสัตว์อื่นๆอีก ไม่ว่าหมาแมวจรจัดต่างๆ บอกตรงๆว่าเกลียดยาเบื่อหนูนี่อย่างมาก เพราะสัตว์เลี้ยงของผมเองตั้งแต่ในอดีต ก็ได้ตายหรือโดนยาเบื่อมาแล้วหลายต่อหลายตัว เวลาที่มันไปกินอาหารที่อื่นที่เขาวางยาเบื่อไว้สำหรับฆ่าสัตว์จรจัดหรือสัตว์ที่เข้ามายุ่งกับสถานที่ของเขา ช่างรุนแรงและร้ายกาจมากๆ

และสุดท้ายมันก็เป็นสารที่มนุษย์เองก็เอามาใช้ฆ่าตัวตายอีกด้วย ทำให้มันได้ฆ่าชีวิตทั้งคนและสัตว์ไปอย่างมากมายนักต่อนักเลยล่ะ และแน่นอนว่ารวมถึงคนที่เสพยาและสูบบุหรีอีกด้วย จะบอกเลยว่าเจ้าสารนี้มันก็เป็นสารประกอบตัวสำคัญของยาเสพติดชื่อดังที่สร้างความปั่นปวนให้กับประเทศเรามาแล้ว นั้นคือยาม้านั้นเอง ซึ่งตอนนี้ก็ได้เปลี่ยนชื่อเป็นยาบ้าแล้ว เจ้ายาตัวโหดที่ฆ่าชีวิตคนบริสุทธิ์ไปอย่างมากมาย

เจ้าสารนี้มันเป็นสุดยอดเห็นสารพิษเลยล่ะ เพราะมันเป็นการส่งผลโดยตรงกับระบบประสาทมนุษย์ โดยการเข้าไปสั่งแทนสมองเราโดยการบอกว่า หยุดทำงานซะ แค่นั้นเลย ก็บรรลัยเกิดทันที กับการที่ร่างกายหลายๆส่วนเริ่มหยุดทำงานเพราะเส้นประสาทไม่ทำงาน มันจะส่งผลโดยตรงกับหัวใจของเรา มันจะทำให้กล้ามเนื้อของหัวใจเรานั้นกลายเป็นอัมพาต แล้วก็ไม่ทำงานโดยสมบูรณ์

นั้นแหละเลยทำให้ตายได้เลยยังไงล่ะ หรือไม่ก็อีกอย่างคือการทำให้เราหยุดหายใจโดยสมบูรณ์ ตายทันทีเช่นกัน งงไหมว่าทำไมถึงมีสารตัวนี้อยู่ในบุหรี่ ผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมต้องมีสารอันตรายขนาดนี้อยู่ในบุหรี่ด้วย แต่อย่างไรก็ตาม มันก็ไม่ได้ทำให้คนสูบบุหรี่กลายเป็นอัมพาตหรือหยุดหายใจในทันทีหรอกนะ หรือเรียกได้ว่าไม่ค่อยมีคนเป็นแบบนั้นเท่าไหร่ แต่อย่างนั้นก็ไม่คอยเสพมันเข้าร่างกายไหมล่ะ มันฆ่าหมาแมวสุดน่ารักไปทั้งกี่ล้านตัวแล้ว เป็นอะไรที่โหดร้ายมากๆ ท่าให้เลือกได้ ข้อเลือกให้สารตัวนี้หายไปจากโลกก่อนเป็นอย่างแรกเลยล่ะ คิดว่ามันคงเป็นสารที่ถูกใช้ยุคสงครามอีกแน่ๆล่ะ ขอพนันเลยกับสารอันตรายถึงขึ้นนี้

 

 

สนับสนุนโดย  แทงหวยฮานอย

4 วิธีของการลดน้ำหนักของคนไม่มีเวลา หรือ ขี้เกียจ! 

วันนี้ทางเว็บ  แทงหวยออมสิน  ของเรามีข้อมูลลดน้ำหนักมาฝากสาวๆที่กำลังจะลดน้ำหนัก แต่ไม่มีเวลา เอ๊ะ หรือขี้เกียจออกกำลังกายดีละ

ซึ่งข้อมูลที่จะมาบอกวันนี้เป็นเพียงทิปเล็กๆน้อยๆที่จะช่วยทำให้คุณลดน้ำหนักง่ายขึ้น สาวๆที่อยากผอมลองไปทำตามกันดูนะคะ 

1.ดื่มชาเขียว

การที่คุณดื่มชาเขียวร้อนในแต่ละวัน ประมาณ 2-3 ถ้วยนั้น จะช่วยเรื่องกระตุ้นระบบเผาผลาญในร่างกายได้เป็นอย่างดี หากคุณเป็นสาวออฟฟิศ คุณลองดื่มช่วงระหว่างทำงานดูสิคุณจะรู้สึกได้ทันทีว่าร่างกายคุณจะเริ่มร้อนขึ้นและมีโอกาสมีเหงื่อได้ เพราะตัวชาเขียวนั้นเองที่ไปกระตุ้นการทำงานระบบเผาผลาญของคุณอยู่

2.เคี้ยวอาหารช้าๆ ให้ละเอียดๆ

การที่คุณกินอาหารและเคี้ยวให้ช้าๆและให้ละเอียดๆ จะช่วยทำให้คุณรู้สึกอิ่มง่ายขึ้นและเมื่อคุณรู้สึกอิ่มเมื่อไรคุณก็ควรจะหยุดกิน ซึ่งนั้นแปลว่าการเคี้ยวช้าๆจะช่วยเรื่องรอให้ร่างกายอิ่มและความยากอาหารของคุณก็จะหายไปนั้นเอง 

คุณลองนึกดูนะหากคุณหิวจัดๆและรีบๆกินเพราะความที่คุณรู้สึกหิวบางทีคุณอาจจะกินเกินความต้องการของร่างกายก็ได้พอรู้ตัวอีกที่คุณจะอิ่มแบบจุกทันที เพราะฉะนั้นการกินช้าๆจะช่วยให้ร่างกายค่อยอิ่มแล้วเราจะรู้สึกตัวตลอดเวลาว่าเราอิ่มแล้วหรือยัง

3.ลองเปลี่ยนของว่างระหว่างวันดูสิ 

การที่คุณอ้วนบางทีอาจจะมาจากที่คุณกินของว่างระหว่างวันเป็น ชานมไข่มุก โดนัท เค้กต่างๆ ก็ได้นะ ลองหันมากินเป็น กราโนล่า หรือ ธัญพืชแท่ง หรือ ผลไม้ต่างๆที่รสไม่หวานมากดูสิ เชื่อว่าคุณจะลดแคลอรีที่ไม่จำเป็นหลายตัวของคุณออกไปได้ดีทีเดียว เพราะหากคุณกินชานมไข่มุกเป็นอาหารว่างแล้วละก็ แล้วมื้อหลักก็ยังกินอาหารเยอะอีก แล้วแบบนี้คุณจะไม่อ้วนได้ยังไงละ เพราะแคลอรีต่อวันต้องเกินต้องความต้องการร่างกายแน่นอน

4.เลือกจากที่ไม่ต้องใหญ่สิ

การที่คุณจะเลือกกินอาหารในแต่ละมื้อคุณลองเลือกจากที่ขนาดไม่ใหญ่ดูสิ แนะนำว่าเป็นจานกลาง หรือ ชามกลาง แล้วใส่อาหารดูสิ จะรู้สึกทันทีว่าอาหารเยอะขึ้นมา แต่หากคุณใส่อาหารในจานใหญ่ อาหารก็จะดูน้อยคุณก็จะรู้สึกว่าอาหารที่มีในจานนั้นนิดเดียว แต่จริงๆแล้วอาหารเยอะมาก หากคุณลองหันมาใส่อาหารในจานกลางแล้วมองดูสิ คุณจะรู้สึกว่าอาหารดูเยอะขึ้นมาทันที และนั้นจะทำให้เรามองว่าเรากินเยอะแล้ว ทั้งๆทีอาหารก็ไม่ได้เยอะเลย

ทานโปรตีนจากพืช จะเป็นการทำร้ายสุขภาพหรือไม่

ร่างกายของเราต้องการอาหารที่มีโภชนาการครบ 5 หมู่ในแต่ละวัน โดยเฉพาะโปรตีน ไม่ว่าคุณจะเลือกทานโปรตีนจากเนื้อสัตว์ หรือพืช ก็จำเป็นที่ร่างกายจะต้องได้รับให้ครบในแต่ละวัน จากเทรนด์สุขภาพที่ผ่านมา มุ่งเน้นการทานโปรตีนจากพืช และลดการทานเนื้อสัตว์ เนื้อแดง ส่วนใหญ่จะพบเป็นผู้รับประทานมังสวิรัติ คำถามที่ว่ารับประทานแต่โปรตีนจากพืชจะอันตรายหรือไม่นั่น ตอบได้เลยว่า การรับประทานโปรตีนจากพืช ไม่ได้ส่งผลเสียใด ๆ ต่อร่างกาย เว้นแต่ว่าจะรับประทานโปรตีนไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย ดังนั้นจึงควรรับประทานโปรตีนจากพืชให้มากเพียงพอ และเลือกรับประทานให้หลากหลาย เพื่อให้ได้คุณค่าทางสารอาหารอย่างหลากหลายไปด้วย

พืชที่มีโปรตีน
พืชที่มีโปรตีน ที่มังสวิรัติกินได้ ได้แก่ ถั่วเมล็ดแห้ง ถั่วต่าง ๆ ข้าว ข้าวสาลี ข้าวโพด เต้าหู้ นมถั่วเหลือง ธัญพืช เนยถั่ว นม ไข่ โยเกิร์ต เห็ด ต้นอ่อนผัก เป็นต้น โปรตีนจากพืชไม่ใช่โปรตีนสมบูรณ์ เพราะไม่พบกรดอะมิโนที่จำเป็นในร่างกายอยู่ในนั้นเหมือนกับโปรตีนจากเนื้อสัตว์ ยกเว้นถั่วเหลือง ที่ถูกจัดเป็นโปรตีนสมบูรณ์ ดังนั้นการทานแต่โปรตีนจากพืชอาจทำให้ร่างกายได้รับสารอาหารอื่นๆ ไม่เพียงพอ จึงจำเป็นต้องรับประทานอาหารเสริมอื่นๆ ร่วมด้วย

ปริมาณโปรตีนที่เหมาะสม
การรับประทานโปรตีนไม่เพียงพอส่งผลให้กล้ามเนื้อไม่แข็งแรง รวมไปถึงระบบการทำงานภายในร่างกายไม่สมบูรณ์ รวมไปถึงการรับประทานโปรตีนมากเกินไป อาจเพิ่มการทำงานของตับ ไตในการกำจัดโปรตีนส่วนเกิน เกิดภาวะไม่สมดุลของกรด-ด่างในร่างกาย ในกรณีที่เกิดภาวะดังกล่าวร่างกายจะสั่งการให้นำแคลเซียมมาใช้มากกว่าปกติ ซึ่งสามารถทำให้เกิด ภาวะคาดแคลเซียม กระดูกพรุนได้ อีกทั้งร่างกายก็พยายามขับโปรตีนออกทางปัสสาวะ หรืออย่างไรแล้วโปรตีนที่เกินมาในร่างกายก็อาจถูกสะสมในรูปของไขมันได้
วันนี้เรามีวิธีคำนวณปริมาณโปรตีนที่ร่างกายเราต้องการมาแนะนำ ไปดูกันเลยดีกว่า

ร่างกายต้องการโปรตีนอย่างน้อย 0.8 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม

ถ้ามีน้ำหนักตัวเท่ากับ 60 กิโลกรัม จะต้องการโปรตีนอย่างน้อย 48 กรัมต่อวัน

แสดงว่าหากเรารับประทานวันละ 3 มื้อ เราก็ต้องรับประทานโปรตีนประมาณ 16 กรัมต่อมื้อ เราสามารถทราบปริมาณโปรตีนได้จากข้อมูลโภชนาการบนบรรจุภัณฑ์ของผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ

โดยโปรตีน 1 กรัม ให้พลังงาน 4 แคลอรี สามารถรักษาสมดุลของอาหารในแต่ละมื้อได้เพื่อให้ได้ตลอดทั้งวันรับประทานอาหารที่มีพลังงานมากจนเกินความจำเป็น จนทำให้เป็นสาเหตุของโรคอ้วนได้

ผอมแต่ยังมีพุง ทำไงดีนะ

ผอมแต่มีพุง หรือ Skinny Fat กลุ่มคนเหล่านี้ก็เป็นคนที่ผอมธรรมดาๆ เป็นกลุ่มคนที่มีน้ำหนักโดยรวมไม่เกินมาตรฐาน รูปร่างภายนอกสมส่วนดี แต่จู่ๆ ก็พบว่าหน้าทท้องบวมยื่น หรือเรียกว่ามีพุงน้อยๆ หรือป่องออกมา ไม่ได้เรียบแบนอย่างที่ควรจะเป็น ไม่เหมือนคนที่มีหุ่นดีตามปกติ จึงทำให้เรากลับมาคิดว่าเจ้าท้องที่ยื่นออกมานั้นมีวิธีที่จะกำจัดอย่างไรนะ ต้องออกกำลังกายอย่างไร หรือดูแลตัวเองอย่างไรถึงจะลดขนาดเฉพาะส่วนให้เห็นผล โดยไม่ส่งกระทบต่อรูปร่างส่วนอื่นๆ ของร่างกายให้มากนัก

สาเหตุของการเป็นคน “ผอมแต่มีพุง”
1. ชอบทานน้ำตาลมากเกินไป คงปฏิเสธไม่ได้ว่าผู้หญิงนั้นชอบของหวาน บางครั้งคนเราก็ตามใจปากมากเกินไป โดยเฉพาะคนที่มีรูปร่างผอม และมีความคิดว่าทานเท่าไรก็ไม่อ้วน และยิ่งถ้าทานมากๆ แล้ว รูปร่างยังผอมอยู่ น้ำหนักไม่ขึ้น ยิ่งชะล่าใจมากๆ ซึ่งแท้จริงแล้ว อาหารหวานที่มีส่วนผสมของน้ำตาลมากอย่าง ขนมปังเบเกอรี่ หรือน้ำแข็งไส บิงซู ขนมไทยต่างๆ เป็นอาหารที่ทำให้เกิดไขมันสะสมที่ท้องได้ง่ายกว่าอาหารไขมันสูงเสียอีก

2. การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป สายปาร์ตี้ต้องอ่านแล้วล่ะ เพราะใครจะไปรู้ล่ะ ว่ายิ่งเราดื่มแอลกอฮอล์มากเท่าไหร่ยิ่งส่งผลให้รูปร่างเราเปลี่ยนไป เพราะการดื่มแอลกอฮอล์แท้จริงทำให้เกิดอาการท้องบวมท้องยื่นได้เช่นกัน เพราะการดื่มแอลกอฮอล์มาก ๆ จะทำให้เกิดการสะสมไขมันไว้ที่หน้าท้องได้มาก โดยเฉพาะเครื่องดื่มอย่าง วิสกี้ เบียร์ ไวน์ วอดก้า หรือค็อกเทล

3. การที่กำลังจะลดน้ำหนัก แล้วเลือกอดอาหารอย่างกะทันหัน หรือทานอาหารน้อยเกินไป ไม่ได้ช่วยลดไขมันในร่างกายแต่อย่างใด แต่อาจจะทำให้ร่างกายไปดึงพลังงานจากกล้ามเนื้อมาใช้แทน ทำให้กล้ามเนื้อฟีบเล็กลง ร่างกายขาดความแข็งแรงไปมากกว่าเดิมเสียอีก

4. การออกกำลังกายอย่างไม่ถูกวิธี นั่นคือการออกกำลังกายมากเกินไป บวกกับการรับประทานอาหารเพื่อเพิ่มพลังงานให้กับร่างกายน้อยเกินไป อาจทำให้ร่างกายไปดึงพลังงานจากมวลกล้ามเนื้อมาใช้ในการออกกำลังกายแทนการดึงเอาไขมันส่วนเกินมาใช้นั่นเอง ดังนั้นอย่าลืมว่า หากคิดจะออกกำลังกาย การรับประทานอาหารให้ร่างกายได้รับพลังงานเพียงพอต่อการออกกำลังกาย ก็เป็นเรื่องสำคัญเช่นกัน

วิธีออกกำลังกายของคนที่ “ผอมแต่มีพุง”
1. บางครั้งเราอาจะลืมไปว่าถึงแม้เราจะมีรูปร่างที่ผอมเพรียว น้ำหนักไม่เกินมาตรฐาน แต่การออกกำลังกายก็ยังเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับทุกคนอยู่ดี ในคนที่ผอมแต่ว่ามีพุงน้อยๆ ยื่นออกมา สามารถแก้ไขได้โดยเน้นการออกกำลังกายด้วยการเล่นเวท (weight training หรือ weight lifting) เพราะการเล่นเวทเป็นการออกกำลังกายเฉพาะส่วน เน้นการสร้างกล้ามเนื้อให้แข็งแรง เช่น การยกดัมเบล ลูกตุ้มน้ำหนัก หากอยากเน้นไปที่ส่วนของหน้าท้อง สามารถออกท่ากายบริหารได้หลายอย่าง เช่น การนั่งเก้าอี้กลางอากาศโดยเอาหลังพิงชิดผนังไว้ การนอนหงายแล้วยกขาลอยขึ้นจากพื้นทั้งสองข้าง หรือการถือดัมเบลหรือลูกตุ้มน้ำหนักเอาไว้ที่อก แล้วย่อขาทั้งสองข้างขึ้นลง เป็นต้น

2. ออกกำลังกายด้วยวิธีคาร์ดิโอแบบ HIIT (High Intensity Interval Training) จะช่วยกระตุ้นการเผาผลาญพลังงานในร่างกาย โดยออกแบบหนักสลับเบาในระยะเวลาที่กำหนด วิธีนี้จะช่วยเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อไปพร้อมๆ กับการเพิ่มการเผาผลาญพลังงานในร่างกายไปด้วย เราสามารถศึกษาจากวิดิโอออนไลน์ต่างๆ ได้ เพื่อหาการออกกำลังที่ถูกต้องและเหมาะสมกับเรา การออกกำลังกายแบบนี้ต้องออกต่อเนื่องไม่หยุดเป็นเวลาไม่เกิน 30 นาทีนั่นเอง ดังนั้นถ้าเป็นการออกกำลังกายครั้งแรกจึงต้องค่อยๆ ลองทำไปเรื่อยๆ โดยไม่ฝืนตัวเองมากจนเกินไปแล้วควรคำนึงถึงความถี่ในการออกกำลังกาย โดยไม่เกิน 3 ครั้งต่อสัปดาห์ เพื่อปล่อยให้ร่างกายได้พักผ่อน และทำการซ่อมแซมกล้ามเนื้อบางส่วนที่ใช้งานอย่างหนักหน่วงนั่นเอง

ข้อปฏิบัติอื่นๆ ของคนที่ “ผอมแต่มีพุง”
นอกจากการออกกำลังกายแล้ว วันนี้ก็มีคำแนะนำในการปฏิบัติตัวอย่างเหมาะสมด้วย
• เลือกรับประทานอาหารให้เหมาะสม นับแคลอรี่หรืออาจจะไม่ต้องนับ แต่เพียงลดการบริโภคอาหารที่มีน้ำตาลสูงลง เช่น เครื่องดื่ม และขนมหวาน รวมถึงคาร์โบไฮเดรตอื่นๆ เช่น ข้าวขาว แป้งขาว เส้นก๋วยเตี๋ยว แป้งพิซซ่า รวมไปถึงอาหารประเภททอด และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

• เพิ่มการทานอาหารประเภทโปรตีนให้มากขึ้น เพื่อช่วยให้ร่างกายสร้างกล้ามเนื้อที่แข็งแรงได้มากขึ้น (ยิ่งได้ผลดีเมื่อออกกำลังกายไปด้วย) เน้นการทานปลา ไข่ขาว เนื้อไก่ เป็นต้น

• หากเป็นคนที่ออกกำลังกายอยู่แล้ว แต่ก็ยังมีพุงน้อยๆ ป่องออกมา อาจจะปรึกษาผู้ที่มีความรู้อย่างเทรนเนอร์ หรือหาความรู้เพิ่มเติมในอินเทอร์เน็ต การออกกำลังกายของเรามีข้อผิดพลาดตรงส่วนไหนหรือไม่ มีส่วนที่ควรต้องเน้นมากกว่าเดิมหรือไม่

• อย่าลืมนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ เพราะหากร่างกายอ่อนล้าเกินไป นอกจากจะออกกำลังกายไม่ไหวแล้ว การพักผ่อนที่ไม่เพียงพอก่อให้เกิดอาการเครียด อ่อนเพลีย ซึ่งเป็นสาเหตุของไขมันสะสมที่พุง

อาหารเช้าช่วยลดน้ำหนักได้

อาหารเช้าสำคัญต่อการดำเนินชีวิตเพื่อให้เราทำกิจกรรมไปตลอดทั้งวัน หรืออย่างน้อยก็จนกว่าจะถึงช่วงพักเที่ยงอันแสนยาวนาน แต่การรับประทานอาหารเช้าเกี่ยวข้องกับ “น้ำหนัก” ของร่างกายของเราหรือเปล่า มาดูข้อมูลของคุณหมอโมนีค เทลโล (Monique Tello, MD, MPH) ที่เขียนอธิบายเอาไว้ในเว็บไซต์ Harvard Health Publishing กันดีกว่า

ร่างกายเกิดอะไรขึ้น เมื่อเรารับประทานอาหารเช้า?
อาจจะเคยได้ยินกันมาบ้างว่า เมื่อเราไม่ได้รับพลังงานมาจากอาหารมาตลอดทั้งคืนเป็นเวลาหลายชั่วโมง โดยเฉพาะบางคนที่กำลังอดอาหารยาวนานถึง 16 ชั่วโมงเพื่อการลดน้ำหนักที่เรียกว่า การงดมื้ออาหาร หรือ intermitten fasting (>> งดมื้ออาหาร (Intermittent Fasting) เทรนด์ใหม่ “ลดน้ำหนัก” อย่างถูกวิธี) จึงมองว่าอาหารเช้าเป็นสิ่งแรกที่ควรทำเพื่อให้อาหารตกถึงท้อง อาจไม่ใช่เรื่องที่ดีนัก เพราะการอดอาหารในช่วงเวลาหนึ่ง ช่วยเรื่องลดน้ำหนักได้ และยังช่วยปรับการทำงานของระบบเผาผลาญพลังงานให้ดีขึ้นอีกด้วย เมื่อเราอดอาหาร ร่างกายจะเริ่มดึงพลังงานจากไขมันที่เก็บสะสมไว้ออกมาใช้ จึงทำให้เราลดน้ำหนักได้ แต่หากเราคอยเติมพลังงานก่อนที่ร่างกายจะดึงพลังงานจากไขมันที่เก็บเอาไว้มาใช้ เราก็จะลดน้ำหนักไม่ได้

รับประทานอาหารเช้า ดีต่อสุขภาพ?
แม้ว่าจะมีผลงานวิจัยพบว่า คนที่รับประทานอาหารเช้าเป็นประจำจะมีสุขภาพดี มีน้ำหนักอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน แต่ก็ไม่ได้มีรายงานที่ระบุได้ชัดเจนว่าเป็นเพราะอาหารเช้าที่ทำให้คนมีน้ำหนักปกติ อาจเป็นเพราะคนที่รับประทานอาหารเช้าใช้ชีวิตทำงานตอนกลางวันตามปกติ และมีวิถีชีวิตทำกิจกรรมทุกอย่างตามปกติที่ควรเป็นในแต่ละวัน และนอกจากอาหารเช้าแล้ว ยังมีอีกหลายปัจจัยที่สำคัญต่อการควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ ทั้งประเภท หรือปริมาณของอาหารเช้าที่รับประทาน เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังมีรายงานการวิจัยของนักวิจัยจากเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย จากกลุ่มตัวอย่างทั้งคนปกติ และคนที่มีน้ำหนักเกินมาตรฐาน แบ่งออกเป็นกลุ่มรับประทานอาหารเช้าตามปกติ (อาหารอย่างเดียวกัน ในปริมาณที่เท่ากัน) พบว่า คนที่รับประทานอาหารเช้าเป็นประจำ ทั้งคนปกติ และคนที่น้ำหนักเกินมาตรฐาน รับประทานอาหารระหว่างันมากขึ้นราว 260 กิโลแคลอรี่ ใน 2 สัปดาห์ และน้ำหนักเพิ่มขึ้นราว ½ กิโลกรัมใน 7 สัปดาห์ มากกว่าคนที่ไม่ได้รับประทานอาหารเช้า งานวิจัยนี้จึงสามารถลบความเชื่อที่ว่า “การรับประทานอาหารเช้าทำให้เรารับประทานอาหารในมื้ออื่นๆ ได้น้อยลง จึงทำให้น้ำหนักลดได้” นั่นเอง เพราะโดยส่วนใหญ่แล้วน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นจากเวลาในการรับประทานอาหาร มักจะเป็นการรับประทานอาหารก่อนเวลาเข้านอนมากกว่า ที่อาจส่งผลถึงน้ำหนักเกินได้

อย่างไรก็ตาม ผลงานของวิจัยนี้ไม่ได้รับการยอมรับในทุกๆ คน ยังมีบางคนมองว่า อาหารที่ให้แต่ละคนรับประทานยังไม่ได้มีการพิสูจน์ และเก็บข้อมูลโดยละเอียดว่าเป็นหากรับประทานอาหารต่างชนิดกัน จะให้ผลลัพธ์เหมือนเดิมหรือไม่

แต่กล่าวโดยสรุป อาหารในมื้อเช้ายังคงสำคัญต่อร่างกายในฐานะมื้อแรกของวันที่ช่วยให้พลังงานต่อร่างกายในการทำกิจกรรมต่างๆ ตลอดในช่วงเช้า แต่อาจไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ ต่อการลดน้ำหนักแต่อย่างใด

เราควรรับประทานอาหารเช้าหรือไม่?
หากคุณหิว รับประทานอาหารเช้าเป็นประจำทุกวัน และสุขภาพร่างกายแข็งแรงดีไม่มีปัญหาอะไร ก็สามารถรับประทานอาหารเช้าต่อไปได้เรื่อยๆ ไม่มีปัญหา แต่หากคุณกำลังมีปัญหาในเรื่องของระบบการย่อยอาหารที่เริ่มไม่ค่อยมีประสิทธิภาพ ในที่นี้คือ รู้สึกว่ารับประทานอาหารน้อย แต่ยังอ้วนอยู่ ลองเปลี่ยนอาหารเช้าจากข้าวเหนียวหมูปิ้ง ข้าวมันไก่ โจ๊ก ข้าวต้มหนักๆ มาเป็นอะไรที่เบาขึ้นอย่าง นม โยเกิร์ต ผลไม้ หรือชา กาแฟ เครื่องดื่มต่างๆ อย่ารับประทานอาหารหนักๆ ก่อนเข้านอน และลองวางแผนให้ร่างกายได้ดึงพลังงานจากไขมันที่สะสมอยู่มาใช้บ้าง โดยปล่อยให้ปากว่าง ไม่มีอาหารกลืนลงท้องสักพักใหญ่ๆ เท่านี้ระบบเผาผลาญพลังงานของคุณก็จะเริ่มเข้าที่เข้าทางมากขึ้น

อาหารสำหรับการควบคุมน้ำหนักที่ห้ามพลาด

อาหารสำหรับการควบคุมน้ำหนัก

เพื่อให้ท่านที่ต้องการลดน้ำหนัก มีความเข้าใจที่ถูกต้องในการรับประทานอาหาร ขอให้ข้อมูลเกี่ยวกับอาหารที่มีผลต่อการควบคุมน้ำหนัก ดังนี้

1. การลดน้ำหนักที่ถูกต้อง ท่านจะต้องรับประทานอาหารให้ครบหมู่เหมือนเดิม แต่ในปริมาณที่ ลดลงทีละน้อย พยายามหลีกเลี่ยงอาหารที่

มัน หวาน และเค็มจัด และเพิ่มในส่วนของพืชผักสดผลไม้ เพื่อจะได้กากใยที่เพียงพอ

2. อาหารที่มีไขมันต่ำหรือไม่มีไขมันเลย นอกเหนือจากรสชาดน่าเบื่อแล้ว อาจจะมีผลเสียต่อร่างกายได้ เพราะการดูดซึมของวิตามิน

เอ ดี อี และเค จำต้องอาศัยไขมันเป็นตัวช่วยละลาย

3. การจำกัดน้ำและแคลอรี่ที่มากเกินไป แม้ว่าจะน้ำหนักลดอย่างรวดเร็วก็ตาม จะมีผลเสียอย่าง มากต่อร่างกาย เพราะมีการวิจัยพบว่า

ถ้าคนเราได้รับน้อยกว่า 800 แคลอรี่ต่อวัน ภายใน 24 ชั่วโมง ร่างกายจะต้องเอาพลังงานจากกล้ามเนื้อมาใช้แทนที่จะเอามาจากไขมันส่วนเกิน

4. อาหารสำเร็จรูปที่มีจำหน่ายในท้องตลาดส่วนใหญ่ จะนำกากใยมาเป็นส่วนผสมสำคัญ ซึ่งท่านสามารถหาได้จากพืชผัก ผลไม้หลายชนิดในเมืองไทย

สุขภาพที่ดีกับสุขลักษณะการนอนที่เหมาะสม

สุขลักษณะการนอนที่เหมาะสม

เพราะการนอนเป็นการพักผ่อนที่ดีที่สุดที่ร่างกายต้องการ แต่บางครั้งนอนเพียงพอก็แล้ว เข้านอนแต่หัวค่ำก็แล้ว แต่ก็ยังรู้สึกว่ายังมีปัญหาอยู่ บางทีอาจจะเกิดจากสาเหตุอื่นก็ได้ ลองมาดูกันว่าสุขลักษณะการนอนที่เหมาะสมนั้นเป็นอย่างไร..

 

ในช่วงกลางคืน

  • ใช้ห้องนอนเฉพาะเพื่อการนอน ไม่ควรนอนดูทีวีในห้องนอน เนื่องจากแสงสว่างจากทีวีอาจทำให้มีการยับยั้งการหลั่งของสารสื่อประสาทเมลาโตนินซึ่งเป็นตัวที่ช่วยเรื่องนอน จนมีผลทำให้นอนดึกขึ้น นอกจากนั้นแล้วบางท่านอาจเผลอนอนหลับในขณะนอนดูทีวี โดยอาจเปิดทีวีทิ้งไว้ ซึ่งจะให้นอนหลับได้ไม่ลึกอย่างที่ควรจะเป็นเนื่องจากแสงและเสียงจากทีวีคอยรบกวนการหลับลึก
  • ควรมีเวลาเข้านอนและตื่นนอนให้เหมาะสมและสม่ำเสมอไม่ว่าจะเป็นวันทำงานหรือวันหยุด
  • ไม่ควรดื่มน้ำปริมาณมากเกินไปก่อนไปเข้านอน เนื่องจากอาจทำให้ตื่นขึ้นมากลางดึกเพื่อไปเข้าห้องน้ำแล้วกลับมานอนต่อไม่หลับ และไม่ควรทานอาหารขณะกำลังไปเข้านอนเนื่องจากอาจทำให้จุกแน่นท้องจนนอนไม่หลับ
  • ในห้องนอนควรมืดสนิท เงียบ และมีอุณหภูมิที่เหมาะสม ไม่ร้อนหรือเย็นจนเกินไป
  • ถ้านอนไม่หลับจริงๆ หลังปิดไฟเข้านอนไปแล้ว 20-30 นาที อย่าฝืนนอน อาจลองลุกจากเตียงนอน ย้ายไปนั่งที่อื่นที่ไม่สว่างหรือเสียงดังจนเกินไป ทำอะไรที่ไม่กระตุ้นให้ตื่นตัวซัก 15-20 นาที เมื่อเริ่มง่วงให้ลองกลับเข้ามานอนใหม่
  • นอกจากไม่ควรนอนดึกแล้ว ก็ยังไม่ควรเข้านอนเร็วจนเกินไป เนื่องจากว่ามีโอกาสสูงที่จะนอนไม่หลับเพราะยังไม่ถึงเวลานอน และถึงแม้ว่าจะหลับได้ อาจมีผลทำให้ตื่นกลางดึกแล้วกลับไปนอนต่อไม่หลับ
  • ช่วงที่นอนไม่หลับ พยายามหลีกเลี่ยงการดูนาฬิกา เนื่องจากจะยิ่งทำให้เกิดความกังวลจนทำให้นอนหลับยากขึ้นไปอีก

ในช่วงกลางวัน

  • ไม่ควรดื่มกาแฟหรือเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของสารคาเฟอีน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคนที่มีปัญหาเรื่องนอนไม่หลับ ถ้าจะดื่มก็ไม่ควรเกินเที่ยงวัน
  • หลีกเลี่ยงเหล้า บุหรี่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งใกล้เวลาเข้านอน
  • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ แต่ไม่ควรใกล้เวลานอนจนเกินไป ควรให้ห่างจากเวลาเข้านอนอย่างน้อย 3-5 ชั่วโมง เนื่องจากอุณหภูมิในร่างกายที่สูงขึ้นจากการออกกำลังกายอาจมีผลรบกวนช่วงเริ่มนอน
  • นอกจากนั้นแล้วถ้าเป็นไปได้ ควรให้มีแสงแดดหรือมีแสงไฟที่สว่างพอในห้องที่ทำงานในช่วงเช้า แต่ไม่ควรให้มีปริมาณแสงสว่างมากจนเกินไปในช่วงค่ำโดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงใกล้เวลาเข้านอน เนื่องจากอาจมีผลรบกวนการนอน การใช้ไฟสีเหลืองส้มแทนแสงสีขาวในช่วงค่ำ 3-4 ชั่วโมงก่อนนอนก็อาจจะช่วยทำให้นอนหลับได้ง่ายขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งในคนที่มีปัญหาเรื่องนอนไม่ค่อยหลับ

หมายเหตุ

  • ถ้าบางท่านใช้วิธีต่างๆ ที่กล่าวมา แล้วมีผลทำให้ง่วงนอนเร็วจนเกินไปอาจต้องมีการปรับเปลี่ยนบางอย่างเพื่อให้สุดท้ายแล้วท่านจะได้เข้านอนในเวลาที่เหมาะสม
  • ปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อให้ได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างถูกต้องและเหมาะสม

กฎเรื่องโปรตีน ที่คนมีกล้ามควรรู้

จากข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่ระบุเกี่ยวกับการรับประทานโปรตีนเพื่อสร้างกล้ามเนื้อถึงปริมาณโปรตีนที่ร่างกายควรจะได้รับ และช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับการรับประทานโปรตีน แต่นอกจากนี้แล้ว การเลือกแหล่งโปรตีนก็มีความสำคัญ รวมไปถึงวิธีการรับประทานด้วย

WHAT – อะไร

ควรรับประทานโปรตีนจากแหล่งที่ผสมผสานกันทั้งจากเนื้อวัว เนื้อหมู ไก่ อาหารทะเล เต้าหู้ หรือแม้แต่เมล็ดพืช ซึ่งทั้งหมดนี้ให้โปรตีนต่อน้ำหนักมากกว่าแหล่งโปรตีนจากพืช โดยความหลากหลายของโปรตีนที่รับประทานไม่เพียงทำให้ไม่เบื่อเท่านั้น แต่ยังเป็นการให้อาหารที่หลากหลายมีการผสมผสานสารอาหารและอะมิโนแก่กล้ามเนื้อด้วย

หากคุณต้องการแหล่งอาหารที่มีปริมาณโปรตีนต่อน้ำหนักสูงสุด ควรเลือกเนื้อวัวที่ปราศจากไขมัน ทูน่า อกไก่ และเวย์

HOW – อย่างไร

หากน้ำหนักของคุณต้องการโปรตีนจำนวน 140 กรัมต่อวัน นักวิจัยแนะว่า นั่นคือปริมาณโปรตีนโดยรวม แต่กล้ามเนื้อของคุณจะสามารถใช้ได้ทีละน้อยๆ ดังนั้นคุณจึงควรแบ่งการรับประทานโปรตีนต่อวันเป็น 4 ครั้ง หรือปริมาณ 35 กรัมต่อมื้อคือ มื้อเช้า กลางวัน เย็น และสแน็กก่อนนอน ซึ่งควรมีอย่างน้อยหนึ่งมื้อที่รับประทานหลังการออกกำลังกายของคุณ

HOW MUCH – เท่าใด

คุณไม่ควรใส่ใจคำแนะนำเรื่องปริมาณอาหารที่ควรบริโภคต่อวัน จากคำแนะนำเกี่ยวกับการรับประทานโปรตีนว่า 0.36 กรัมต่อวันต่อน้ำหนักตัว 1 ปอนด์ หรือ 0.72 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กก. นั่นหมายความว่าหากคุณมีน้ำหนัก 80 กก. ก็ควรบริโภคโปรตีน 58 กรัมต่อวัน เทียบแล้วคือ อกไก่ใหญ่ๆ ชิ้นหนึ่ง ซึ่งนั่นไม่เพียงพอ

แต่ให้เพิ่มปริมาณโปรตีนเป็นอย่างน้อยที่สุด 109 กรัม หรือ 0.68 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 ปอนด์ หรือ 1.36 กรัมต่อน้ำหนัก 1 กก. หากคุณเข้ายิมทุกวันและพยายามที่จะเล่น Bulk (การเล่นกล้ามเนื้อในส่วนนั้นๆ ให้หนักมากกว่าปกติ) ให้เพิ่มโปรตีนเป็น 1 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 ปอนด์

WHEN – เมื่อใด

การดื่มเวย์ปั่นขณะออกกำลังกาย ควรรับประทานช่วงประมาณ 30-90 นาทีหลังออกกำลังกายด้วยปริมาณ 35-40 กรัม โดยผสมกับเบอร์รี่ กล้วยหอม น้ำผึ้ง และนม เพราะหลังการออกกำลังกาย ร่างกายของคุณจะดูดซึมโปรตีนเหมือนฟองน้ำและเปลี่ยนมันให้เป็นกล้ามเนื้อใหม่ได้เร็วขึ้นกว่า